ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ‘เศรษฐกิจของประเทศไทย’ เผชิญกับภาวะการเติบโตที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ‘ประเทศไทย’ กลับไม่สามารถเร่งเครื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพเช่นในอดีต
ปัญหาสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัจจัยภายนอก หากแต่หยั่งรากลึกจากโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังเป็น ‘ปัญหา’ ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง ผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่ยังไม่เพียงพอ รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาสยังเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเปราะบางและไม่เต็มศักยภาพ
สถานการณ์เศรษฐกิจจากปัญหาดังกล่าวจึงถือเป็น ‘โจทย์ใหญ่’ หรือ ‘การบ้าน’ สำคัญของรัฐบาลในการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ และวางรากฐานการเติบโตระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ การปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมนวัตกรรม หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น
‘ธปท.’ ฉายภาพ ศก.ไทยมีปัญหาเรื้อรัง
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ในปี 2569 ต้องยอมรับว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีปัญหาจริงๆ และการเติบโตคงไม่ดีนั้น อาจเป็นการเติบโตต่ำสุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากเรายังเผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย ทั้งจากปัจจัยเสี่ยงนอกประเทศ อาทิ ภาษีสหรัฐที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป สงครามการค้า ทั้งหมดล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อประเทศและเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น
ขณะที่ปัญหาภายในประเทศ หลักๆ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน, สินเชื่อหดตัว, Productivity-Competitiveness, ทุนเทา-เงินเทา, ความเหลื่อมล้ำ, Financial Inclusion, คุณภาพการศึกษา, การขาดนวัตกรรม, เศรษฐกิจนอกระบบ, Aging Society, เสถียรภาพทางการเมือง, คอร์รัปชันและธรรมาภิบาล, ระบบกฎหมายและภัยการเงิน ทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบทุกเรื่อง และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นในปัจจุบันที่ 2.7%
“ต้องยอมรับว่าวันนี้เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่ำจริงๆ ซึ่งหลักๆ ยังมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่มีมากมาย และต้องใช้เวลาในการแก้ไข บรรเทา ไม่ใช่แค่ปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่ยังมีเรื่องสินเชื่อโดยรวมติดลบต่อเนื่อง 6 ไตรมาส โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบไปแล้ว 14 ไตรมาส ปัญหาเรื่องการลงทุนก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แม้ที่ผ่านมาจะมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท แต่ยังมีความท้าทายต่อไป ประเทศไทยจะต่อยอดเม็ดเงินดังกล่าวไปถึงซัปพลายเชนอื่นๆ ในระบบได้อย่างไร ยังมีปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหากฎหมายที่ล้าหลัง และปัญหาเรื่องระบบการศึกษา เป็นต้น
ปรับบทบาทช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ดังนั้น เมื่อตีโจทย์แตกแล้วว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข สิ่งแรกที่ ธปท.ดำเนินการ คือ ‘การปรับบทบาท’ จากเดิมทำหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ความแข็งแรงของระบบการเงินและระบบการชำระเงิน โดยขยายเข้ามาเสริมในการช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการใช้มาตรการที่เฉพาะเจาะจง ตรงจุดและพุ่งเป้าหมายมากขึ้น ด้วยแนวคิดที่ว่า ‘เราต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเหล่านี้’
ธปท.ยังมีหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่ แต่ในอีกมุมก็ต้องดูให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตควบคู่ไปด้วยกันได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วหากเศรษฐกิจไม่โต หรือโตต่ำเกินไป สุดท้ายก็จะกระทบต่อเสถียรภาพอยู่ดี ดังนั้นการผสมผสานเครื่องมือในเชิงนโยบายการเงินและการคลังเพื่อให้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่วิ่งกันคนละทาง โดยยังต้องสามารถถ่วงดุลกันได้ ก็ไม่ใช่วิ่งทางเดียวกันจนไม่มีความสมดุล และสุดท้ายคือต้องลงมือทำร่วมกันเพื่อให้เกิดผลขึ้นอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับคือ เสถียรภาพและเศรษฐกิจจะต้องเดินคู่กันไป เศรษฐกิจในปีนี้ที่อยากให้โต 1.9-2% นั้น จะต้องใช้นโยบายการเงินกระตุ้นดีมานต์ และใช้นโยบายการคลังในการช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุด ยืนยันว่าโครงการคนละครึ่ง พลัส ยังต้องทำ แต่ต้องทำในจุดที่เหมาะสม ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย สนับสนุนเรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต ขีดความสามารถในการแข่งขัน คนจะต้องกินดีอยู่ดี ต้องมีการลงทุนใหม่ สถาบันการเงินขยายสินเชื่อ เพื่อปรับเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพที่ 2.7% และขยายไปสู่ 3.5-4% ในอนาคต
งัด ‘ธนู 3 ดอก’ สู้มรสุมเศรษฐกิจ
ท่ามกลางความท้าทายนี้ เอกนิติ ทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ประกาศความพร้อมในการสวมบทบาทเป็นหนึ่งในผู้นำทีมที่จะเข้ามาผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว โดยชูแนวคิด “ธนู 3 ดอก” เป็นอาวุธสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มุ่งเน้นทั้งการกระตุ้นระยะสั้น การปฏิรูปเชิงลึกในระยะกลาง และการวางรากฐานความยั่งยืนในระยะยาว เพื่อปลุกพลังการเติบโตครั้งใหม่และนำพาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวพ้นกับดักการขยายตัวที่ล้าหลังอย่างเป็นรูปธรรม
เอกนิติ ระบุว่า ปี 2569 เศรษฐกิจของประเทศไทยมีมรสุม 3 ลูกที่สำคัญตั้งเค้ารออยู่ ได้แก่ 1.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งทางการเมืองที่โยงต่อเนื่องไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ 2.ปัญหาภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ ที่หากบริหารจัดการไม่ดีก็จะกระทบกับประชาชนอย่างมาก และรัฐบาลเองก็ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแลเยียวยา และ 3.ปัญหาภายในประเทศ จากทั้งความอ่อนแอของการบริโภคภาคประชาชน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาโครงสร้างประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้รายได้หายไป และปัญหาเรื่องการชะลอตัวของการลงทุนในประเทศที่อ่อนแอมานาน
“โจทย์เศรษฐกิจปีนี้ มีมรสุม 3 ลูกที่ตั้งเค้ารอเราอยู่ และเราต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อฝ่ามรสุมเหล่านี้ไปให้ได้ ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เปลี่ยนนโยบายจาก Quick Big Win เป็น Big Win ต่อยอดเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยที่ถูกยกออกจากหล่มแล้วยังโตต่อเนื่องได้ และสามารถกลับมาแข่งขันกับนานาชาติ เปลี่ยนจากคนป่วยแห่งเอเชีย กลับมาเป็นคนที่แข็งแรง แต่การจะเป็นคนป่วยที่ออกจากห้อง ICU แล้วกลับมาวิ่งได้ทันทีคงเป็นไปไม่ได้ ระหว่างนี้ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงก่อนด้วยการออกกำลังกาย กินวิตามิน กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ยังต้องทำอีกเยอะ”
สำหรับแนวทางซึ่งถือเป็น ‘ธนู 3 ดอก’ ที่สำคัญของรัฐบาลในการปราบมรสุมเศรษฐกิจปี 2569 ได้แก่ ธนูดอกที่ 1: การผลักดันการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมุ่งหมายไปที่การลงทุนในพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว ถือเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสมัยใหม่ ผ่านทั้งการเปิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลการลงทุนบนพื้นฐานของพลังงานสะอาดในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Solar Cell, Solar Floating ด้วยการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามา
เอกนิติ มองว่า แม้วันนี้ไทยจะมีมรสุมที่ถือเป็นวิกฤตของเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมองเห็นโอกาสอยู่ด้วย นั่นเพราะ ‘จุดแข็งด้านความเป็นกลางท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในมิติต่าง ๆ’ เพราะนักลงทุนยังคงมองว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนและไทยยังมีความน่าสนใจอยู่ ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตเข้ามาจำนวนมาก สะท้อนจากตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมา 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก ดังนั้นหากไทยยังสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้ ทั้ง Smart Electronics Device, Automation, Wellness, Food Processing จะทำให้เม็ดเงิน FDI เพิ่มขึ้นจาก 4.8 แสนล้านในปี 2568 เป็น 9.7 แสนล้านในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 20% ขณะเดียวกันยังต้องเดินหน้าสร้างการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนผ่านโครงการ PPP
ธนูดอกที่ 2: การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบการศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยการยกระดับโดยการดึงเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอเข้ามาเสริมทักษะในมิติต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยภาคเอกชนเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรผ่านโครงการ ‘Skill Bridge’ โดยอาจมอบสิทธิประโยชน์หักภาษีภาคธุรกิจภายใต้เงื่อนไขเพิ่มการจ้างงาน
และ ธนูดอกที่ 3: การลงทุนในเรื่องของกฎหมาย โดยเฉพาะการปลดล็อกกฎ กติกา และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อทำให้กระบวนการลงทุนเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว โดย เอกนิติ ย้ำว่า ธนูทั้ง 2 ดอกที่กล่าวมาจะไม่สำเร็จ หากขาดธนูดอกสุดท้ายนี้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการผลักดัน ‘กฎหมายรวบยอด (Omnibus Law)’ เพื่อผลักดันการลงทุนให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยรายละเอียดทั้งหมดยังต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นตัวเปลี่ยน/พลิกโฉมการลงทุนของประเทศไทย เพื่อมาเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง.
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.