เมื่อบิ๊กเนมภาคเกษตรอุตสาหกรรม ผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดหวานอันดับ 1 ของไทย หรือ แบรนด์ “KC” ขยับพอร์ตลงทุนครอบครัวครั้งใหญ่ภายใต้บริษัท ซันสวีท โฮลดิ้งส์ จำกัด (Sunsweet Holdings) เปิดตัวโรงแรม “The Clover Hotel Chiang Mai” บนทำเลทองศูนย์ประชุมฯ เชียงใหม่ ติดดอยสุเทพ
พร้อมชูคอนเซ็ปต์ Modern Minimalist ชุบชีวิตโครงสร้างอาคารร้าง 10 ปี สู่สถาปัตยกรรมสีขาวครีม Hermes รื้อฟื้นตำนานกุหลาบเวียงพิงค์ด้วยสวนกุหลาบคัดสายพันธุ์กว่า 1,000 ต้น ชูธง Green Hotel รับเทรนด์ท่องเที่ยว
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายองอาจ กิตติคุณชัย” ประธานกรรมการ The Clover Hotel Chiang Mai ถึงแนวคิดของการลงทุนครั้งนี้ที่ไม่ใช่เพียงการทำธุรกิจโรงแรม แต่เป็นการ “บริหารสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ของครอบครัว
นายองอาจได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นครั้งนี้ว่า การลงทุนในธุรกิจโรงแรมนี้ดำเนินการโดย ซันสวีท โฮลดิ้งส์ (Sunsweet Holdings) ซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูลกิตติคุณชัย โดยไม่เกี่ยวข้องกับ บมจ.ซันสวีท (SUN) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นการบริหารจัดการสินทรัพย์ของครอบครัวกิตติคุณชัย และนับเป็นการกระจายความเสี่ยงพอร์ตรายได้ของครอบครัวเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว
“การลงทุนครั้งนี้เป็นการสะสมทรัพย์สินที่ทรงคุณค่าในระยะยาว มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงตัวเลขผลกำไรระยะสั้น งบฯลงทุนที่ถูกจัดสรรอย่างประณีต เพื่อสร้างโรงแรมที่สามารถบริหารจัดการตัวเองได้ควบคู่ไปกับการเติบโตของราคาที่ดินและศักยภาพเมืองเชียงใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและ รับโอกาสจากการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ที่มีสัดส่วนสูงถึง 60-70% ของรายได้จังหวัด โดยเน้นการสร้าง Ecosystem ระหว่างธุรกิจเกษตร อาหาร และการบริการ”
“The Clover Hotel Chiang Mai ไม่ใช่แค่โรงแรม แต่คือ Asset เป็นการเปลี่ยน ‘ทรัพย์สิน’ (ที่ดินและโครงสร้างเดิม) ให้มีมูลค่าเพิ่ม”
ทั้งนี้ ยังมองเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งภาคบริการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม ถือเป็นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ที่สำคัญ เพื่อลดความพึ่งพาจากธุรกิจหลัก โดยเน้นสร้างรายได้ประจำจากการท่องเที่ยว
โดย Sunsweet Holdings ได้เข้าซื้ออาคารร้างขนาด 7 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 ไร่ (ใกล้ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่) ที่ถูกทิ้งร้างกว่า 10 ปี ด้วยเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท และรีโนเวตใหม่ทั้งหมด จำนวนห้องพัก 69 ห้อง เน้นความโปร่งสบาย แสงธรรมชาติ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คาเฟ่ ห้องอาหาร บริการรูมเซอร์วิส อินเทอร์เน็ตไร้สาย สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ฟิตเนส และบริการจักรยานฟรี เพื่อการออกกำลังกายและส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชน
นายองอาจเล่าต่อว่า โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ ห่างจากนิมมานเหมินท์และย่านใจกลางเมืองเพียง 3 กิโลเมตร ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและนักธุรกิจ (MICE)
ทั้งนี้ ทำเลรอบศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ เป็นทำเลทองที่มีศักยภาพสูง ใกล้ศูนย์ราชการ แหล่งท่องเที่ยว และมีการเติบโตของคอนโดมิเนียม โรงแรม โรงเรียนนานาชาติ และร้านอาหารอย่างคึกคัก ส่วนการคมนาคมสะดวกและเป็นเส้นทางเลี่ยงเมือง ทำเลตั้งอยู่บนแนวถนนคันคลองชลประทาน ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่ใช้เชื่อมต่อจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังโซนแม่ริม หรือเลี่ยงเมืองเข้าสู่ย่านธุรกิจอื่นได้สะดวกใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก
กล่าวได้ว่า ทำเลรอบศูนย์ประชุมฯ เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์รองรับงานระดับนานาชาติและระดับประเทศ เป็นที่ตั้งของศูนย์ประชุมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจำนวนมาก
นอกจากนี้ สวน อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและออกกำลังกายสำคัญที่ได้รับความนิยมสูง ถือเป็น “ปอดแห่งใหม่” ใจกลางเมือง บรรยากาศร่มรื่น วิวดอยสุเทพสวยงาม เหมาะแก่การวิ่ง เดินเล่น ปั่นจักรยาน สวนแห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism)
ขณะเดียวกัน ทัศนียภาพดีและใกล้ธรรมชาติ สภาพแวดล้อมโดยรอบยังคงความสวยงาม ใกล้แหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและวัฒนธรรม ทำให้ทำเลนี้มีบรรยากาศที่น่าอยู่
ประการสำคัญ อานิสงส์จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงในอนาคต จะทำให้ทำเลแห่งนี้คือ “Strategic Location” ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่
สำหรับดีไซน์ของโรงแรมได้สร้างความแตกต่างด้วยงานดีไซน์สไตล์ Modern Minimalist ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเรียบหรูของเมืองมอนติคาร์โล (Monte Carlo) เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในประเทศโมนาโก ซึ่งตนและครอบครัวได้เคยไปเยี่ยมเยือน
ส่วนโทนสีของโรงแรม เลือกใช้โทนสี “ครีมขาวนวล” ที่เห็นมาจากสินค้าของแบรนด์ Hermes ซึ่งให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง และสะอาดตา ตัดกับความยิ่งใหญ่ของดอยสุเทพที่โอบล้อมอยู่เบื้องหลัง
หัวใจสำคัญที่ถือเป็นลายเซ็นของโรงแรม คือการเป็น “โรงแรมดอกกุหลาบ” ที่วาง Landscape พื้นที่สีเขียวถึง 2 ไร่ โดยปลูกกุหลาบรอบพื้นที่โรงแรมกว่า 1,000 ต้น ส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่ผ่อนคลายและสวยงามแบบ Simple Luxury ดึงเสน่ห์กุหลาบเวียงพิงค์ที่เคยหายไปจากเมืองเชียงใหม่ให้กลับมาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
แม้จะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่ผู้บริหารยังคงนำมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลมาปรับใช้ ทั้งในเรื่องความปลอดภัยและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีโครงการ CSE (Corporate Social Equity) โดย The Clover Hotel Chiang Mai ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดความยั่งยืน (Sustainability) และความปลอดภัยระดับสากล พร้อมประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนกองทุน CSE Blue Fund โดยสมทบรายได้ส่วนหนึ่งให้แก่ บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เพื่อนำไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหา PM 2.5 และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่
ปัจจุบันเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 อัตราการเข้าพักในช่วง 2 เดือนตั้งแต่เปิดบริการอยู่ที่ราว 80-90% ลูกค้ากลุ่มหลักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 70% (ยุโรปและจีน) และ 30% เป็นลูกค้าคนไทย
“การก้าวกระโดดจากภาคเกษตรอุตสาหกรรมสู่ธุรกิจ Hospitality ของตระกูล ‘กิตติคุณชัย’ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้อีกหนึ่งช่องทาง
แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของการบริหารสินทรัพย์อย่างมีชั้นเชิง ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ธุรกิจจะเติบโตอย่างมั่นคงได้ ต้องเดินไปพร้อมกับการรักษาเสน่ห์ของเมืองและการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน”
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.