“ศุภโชติ” สส.พรรคประชาชน ซัดรัฐบาลไม่ได้บริหารวิกฤติน้ำมัน แต่กำลังวิ่งไล่ตามวิกฤติอยู่ตลอดเวลา ซ้ำโยนภาระกลับมาที่ประชาชน ปล่อยขึ้น 6 บาท ไม่มีมาตรการช่วยเหลือล่วงหน้า
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นหลังฟังสัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ว่า ยิ่งฟัง ยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามหนักขึ้นว่า รัฐบาลกำลังควบคุมสถานการณ์อยู่จริง หรือแค่พยายามอธิบายความล้มเหลวของตัวเองย้อนหลังวันต่อวัน
ประเด็นแรกที่ฟังแล้วรับไม่ได้ คือการที่นายพิพัฒน์ บอกว่าเพิ่งรู้เรื่องการปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทในตอนกลางคืน คำพูดนี้เหมือนเป็นการพยายามผลักภาระออกจากตัวเอง ทั้งที่ตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 การตัดสินใจลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลรับทราบและอนุมัติเลย ยิ่งเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ราคาน้ำมันสิงคโปร์ขยับขึ้นต่อเนื่อง และรัฐบาลก็เลือกใช้นโยบายตรึงราคามาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 15 วันแรกของวิกฤติ มันแทบไม่ใช่เรื่องที่คาดเดายากเลยว่าสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดิ่งลงอย่างหนัก และท้ายที่สุดราคาน้ำมันมีโอกาสดีดขึ้นแรงแบบนี้ ถ้านายพิพัฒน์จะบอกว่าตัวเองและรัฐบาลประเมินไม่ออกว่าสถานการณ์จะมาถึงจุดนี้ แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นความผิดพลาด แต่คือความไร้ประสิทธิภาพของคนที่บริหารสถานการณ์วิกฤตโดยตรง
ประเด็นที่สอง ยิ่งตอกย้ำบทบาทรัฐบาลที่ไม่ได้บริหารวิกฤตินี้ แต่กำลังวิ่งไล่ตามวิกฤติอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือเมื่อมีการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทภายในคืนเดียว รัฐกลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า หากรัฐบาลประเมินสถานการณ์เป็น ก็ควรเตรียมมาตรการเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่พอขึ้นราคาน้ำมันแล้วค่อยออกมาบอกว่าจะลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท แถมบอกว่าต้องไปขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน (เพราะกลัวผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ)
“ทุกอย่างมันกลับหัวกลับหางไปหมด เพราะสิ่งที่ควรทำแต่แรกคือ รัฐต้องประสาน กกต. และเตรียมเครื่องมือทางนโยบายให้พร้อมก่อนขึ้นราคาน้ำมัน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกก่อน แล้วค่อยมาไล่แก้ปัญหาทีหลัง นี่คือการบริหารวิกฤติที่ทำให้เกิดวิกฤติตกต่ำยิ่งกว่าเดิม สิ่งนี้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจงใจทำให้เกิดคืนหมาหอน ให้ไอ้โม่งปล่อยของที่กักตุนไว้หรือไม่”
ประเด็นที่สาม เรื่องภาษีลาภลอย เรื่องนี้ฟังแล้วชัดมากว่ารัฐบาลเลือกปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมากกว่าปกป้องประชาชน ซึ่งประเด็นนี้ทางพรรคประชาชนได้เสนอเรื่องการเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นตั้งแต่วันแรกๆ ที่เกิดวิกฤติแล้ว เพราะในภาวะสงครามที่มีความปั่นป่วนระดับโลก โรงกลั่นน้ำมันได้กำไรสูงผิดปกติจากสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน แทนที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการเก็บภาษีลาภลอยได้โดยทันที ด้วยการออกเป็น พ.ร.ก.ภาษีลาภลอย เพื่อเอาเงินส่วนนั้นมาอุดหนุนราคาน้ำมันของพี่น้องประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับค่าน้ำมันแพงขนาดนี้ได้ทันที และยังสามารถนำเงินส่วนนั้นไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักก่อนได้ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มขนส่ง เป็นต้น
สิ่งที่รัฐบาลเลือกทำคือยืดเวลาออกไปอีก 1 สัปดาห์ และขอรับบริจาคจากโรงกลั่นก่อน เพื่อขอความร่วมมือว่าจะยอมแบ่งเงินจากค่าการกลั่นให้คนไทยเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายน้ำมันแพงเพิ่มอีก 1 สัปดาห์ ฟังแล้วช่างย้อนแย้งอย่างยิ่ง แทนที่รัฐจะเลือกจัดการเก็บเงินจากกลุ่มทุนจากภาษีลาภลอยเพื่อมาช่วยเหลือประชาชนได้ทัน กลับเลือกที่จะอุ้มกลุ่มทุนผ่านการตั้งคำถามและให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจ
พร้อมย้ำว่า การให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจเพิ่ม 1 สัปดาห์ เท่ากับการยืดเวลาให้พี่น้องประชาชนแบกรับราคาน้ำมันแพง สิ่งที่น่าตั้งคำถามกว่านั้นคือ นายพิพัฒน์ ยังบอกให้กระทรวงการคลังไปศึกษาเรื่องนี้ก่อน แต่ล่าสุดผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเองก็ยืนยันแล้วว่า กระทรวงการคลังศึกษาเรื่องนี้เสร็จนานแล้ว คำถามคือแล้วรัฐบาลยังรออะไรอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่กล้าแตะผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน ทั้งที่ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ รัฐบาลสามารถออกเป็น พ.ร.ก.ภาษีลาภลอย ได้เลยด้วยซ้ำ หากมีเจตจำนงทางการเมืองมากพอ
ประเด็นสุดท้ายที่ยิ่งฟังยิ่งขัดแย้ง คือเรื่องไอ้โม่ง จนถึงวันนี้นายพิพัฒน์ก็ยังยืนยันว่าไม่มีไอ้โม่ง ทั้งที่ในรายการเดียวกันกลับยอมรับเองว่าข่าวการจับกุมรถขนน้ำมันที่กำลังจะข้ามแดนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก นั้นเป็นเรื่องจริง ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่าไม่มีคนฉวยโอกาส ไม่มีขบวนการลักลอบหากำไรจากวิกฤตินี้ได้อย่างไร
“สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ รัฐบาลยังคงพยายามโยนภาระกลับมาที่ประชาชน ด้วยคำอธิบายเดิมๆ ว่าเป็นเพราะประชาชนตื่นตระหนก หรือกักตุนกันเอง ทั้งที่คำถามที่แท้จริงคือ รัฐบาลเคยตรวจหรือยังว่ารถที่ข้ามแดนไปฝั่งเมียนมา ลาว หรือกัมพูชา ที่บางครั้งสำแดงสินค้าเป็นของเหลวชนิดอื่น เช่น น้ำมันใช้แล้วนั้น แท้จริงแล้วเป็นน้ำมันที่ถูกลักลอบนำออกไปขายทำกำไรหรือไม่ ถ้ายังไม่ตรวจให้ชัดแล้วจะรีบสรุปว่าไม่มีไอ้โม่งได้อย่างไร”
นายศุภโชติ ย้ำอีกว่า ทั้งหมดที่ได้รับฟังให้ความรู้สึกชัดเจนมากว่านายพิพัฒน์ไม่ได้กำลังออกมาคลี่คลายข้อสงสัยกับสังคม แต่กำลังพยายามแก้ตัวให้ตัวเอง แก้ตัวให้นายทุนพลังงาน และกล่าวหาประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงขั้นตัดพ้อว่าตัวเองถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียกับบริษัทพลังงาน และพูดในทำนองว่าใครมาบริหารก็คงไม่ต่างกัน ถ้าอย่างนั้นก็ควรปล่อยให้คนอื่นที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจน้ำมันมาบริหารดูไหม จะได้รู้กันไปเลยว่าต่างกันหรือไม่ หากเชื่อแบบนั้นจริง ตนว่าก็น่าลองดู
“ถ้าคนที่กำกับดูแลวิกฤติพลังงานของประเทศยังมองว่าความผิดพลาดทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ และไม่มีใครทำได้ดีกว่านี้ บางทีคำถามที่สังคมควรถามต่อไม่ใช่แค่คำว่ารัฐบาลจะแก้ยังไง แต่คือถึงเวลาหรือยังที่คุณพิพัฒน์ควรลาออกจากตำแหน่ง ผอ.ศบก. และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เพื่อเปิดทางให้คนที่มีความสามารถมากกว่านี้เข้ามารับผิดชอบ”
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.