ความตึงเครียดในตะวันออกกลางตีวงกว้างและขยายขอบเขตของความขัดแย้งขึ้นมาเป็นระดับโลก นำไปสู่การเป็นอุปสรรคสำคัญในการเคลื่อนย้ายทรัพยากรต่างๆ โดยการหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้กลายเป็นปัจจัยเร่ง ที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำ โดยเฉพาะน้ำมันที่เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างรุนแรง ด้วยกลไกการส่งผ่านผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบ สู่การขาดแคลนวัตถุดิบในตลาดโลก ส่งผลอย่างหนักมาถึงอุตสาหกรรมพลาสติกของประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วย จึงทำให้ประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นของอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็ว ให้ทันต่อการขยายตัวของผลกระทบครั้งนี้
ภาพรวมอุตสาหกรรม
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าในกลุ่มนี้มีวัตถุดิบหลักมาจากน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจึงทำให้ต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้นทันทีจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โรงงานจำนวนมากยังต้องนำเข้าเม็ดพลาสติก และวัตถุดิบด้านพลังงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งวัตถุดิบหยุดชะงัก ทำให้หลายโรงงานขาดวัตถุดิบ และต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
โดยก่อนหน้านี้มีโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในจังหวัดระยองต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้ตลาดเม็ดพลาสติกเกิดภาวะขาดแคลนทันที และราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30-40% โดยเม็ดพลาสติกถือเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก เช่น บรรจุภัณฑ์ ถุงพลาสติก และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งสำหรับใช้ในประเทศและการส่งออก ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบจึงมีแนวโน้มทำให้สินค้าในตลาดมีราคาสูงขึ้นและอาจเกิดการขาดแคลนตามมา
และจากสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ว่าผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายใหญ่บางรายยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ตามปกติ แต่กำลังการผลิตส่วนเกินมีจำกัด เนื่องจากต้องรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าประจำอยู่แล้ว ทำให้โรงงานที่ต้องการวัตถุดิบหันไปสั่งซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตที่เหลืออยู่ไม่สามารถรองรับความต้องการทั้งหมดได้ ส่งผลให้ตลาดยังคงตึงตัว นอกจากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นทันที 30-40% แล้ว ยังเกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในระบบ

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อภาคการส่งออก เนื่องจากผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อจากต่างชาติได้ เพราะไม่สามารถประเมินและเสนอราคาให้กับลูกค้าได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับหากรับคำสั่งซื้อมาแล้วแต่ไม่มีวัตถุดิบในการผลิต หรือไม่สามารถนำสินค้าขึ้นเรือจัดส่งได้ตามกำหนดเวลา ทำให้ระบบการส่งออกในกลุ่มนี้เกิดความติดขัดไปทุกส่วน” นายเกรียงไกรกล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เรียกประชุมผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือและประเมินสถานการณ์ รวมถึงหาแนวทางแก้ไขปัญหานอกจากวิกฤตในอุตสาหกรรมพลาสติกแล้ว ผลกระทบครั้งนี้ยังลุกลามไปยังภาคส่วนอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการนำเข้าปุ๋ยจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่ง ส.อ.ท.ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรไทย ทำให้ในขณะนี้ผู้ประกอบการต้องเร่งแก้ไขปัญหาด้วยการหาแหล่งนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทนอย่างเร่งด่วน เช่น จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย
นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและผู้ผลิตแร่โลหะต่างๆ โดยเฉพาะอะลูมิเนียมอินกอต (Aluminum Ingot) ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ก็กำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักเช่นเดียวกัน สถานการณ์ในปัจจุบันจึงถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นวงกว้างต่อหลายภาคอุตสาหกรรมของไทย
ในมุมผู้ส่งออก นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่สินค้าค้างเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งขึ้น ปัจจุบันค่าระวางเรือปรับเพิ่มต่อเนื่องจากการคิดค่าความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk) และค่าธรรมเนียมเส้นทาง ทำให้ต้นทุนผู้ส่งออกเพิ่มขึ้นทันที หอการค้าไทยจึงเร่งประสานกรมศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกกรณีสินค้าตีกลับ แม้จะมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย พร้อมเดินหน้าเจรจาขยายตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่ยังมีดีมานด์สูงในภาวะวิกฤต

ผู้ผลิตต้นน้ำ เดินหน้าเต็มกำลัง!
นายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวว่า ในส่วนของโครงสร้างอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น GC เป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกประเภท PE รายใหญ่ของประเทศ มีกำลังการผลิตประมาณ 160,000-180,000 ตันต่อเดือน ขณะที่ยังมีผู้ผลิตรายอื่นในประเทศอีกจำนวนหนึ่ง แต่ประเทศไทยยังมีการนำเข้าเม็ดพลาสติกประมาณ 30,000-40,000 ตันต่อเดือน ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศอยู่ที่ราว 140,000-160,000 ตันต่อเดือน ซึ่งโดยปกติแล้วกำลังการผลิตในประเทศถือว่าเพียงพอ และยังมีการส่งออกส่วนเกินอีกด้วย
แต่ปัญหาเกิดขึ้นหลังวันที่ 28 ก.พ. เมื่อเม็ดพลาสติกนำเข้าประมาณ 34,000 ตันต่อเดือนไม่เข้ามาตามปกติ ส่งผลให้เกิดความสับสนในช่วงแรก เนื่องจากระบบการผลิตและการค้าต้องวางแผนล่วงหน้า ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที ผู้ผลิตในประเทศเองก็ต้องใช้เวลาในการประเมินสถานการณ์ ตรวจสอบวัตถุดิบ และยืนยันกำลังการผลิตว่าจะสามารถรองรับความต้องการได้หรือไม่
“ในช่วงวิกฤต ทุกฝ่ายต่างตื่นตัวและกังวล แต่เมื่อมีการตรวจสอบข้อมูลและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลาย โดย GC ได้เพิ่มการผลิตเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดจากการนำเข้า และสนับสนุนผู้ประกอบการ Downstream ให้สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้อย่างต่อเนื่อง” นายสาโรจน์กล่าว
อย่างไรก็ตามจุดแข็งสำคัญของ GC คือโครงสร้างธุรกิจที่มีความครบวงจร สามารถผลิตวัตถุดิบต้นทางได้เอง และมีความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ไม่ได้พึ่งพาแหล่งเดียว หลังจากประเมินสถานการณ์แล้ว ภายในสัปดาห์แรก GC ได้ยืนยันกับลูกค้าว่าสามารถส่งมอบเม็ดพลาสติก PE ได้ครบตามคำสั่งซื้อในเดือน มี.ค. ซึ่งปัจจุบันก็สามารถดำเนินการได้ตามนั้น

ผลกระทบกับอุตสาหกรรมพลาสติก
และเมื่อการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกหยุดชะงัก ทำให้ซัปพลายน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีในตลาดโลกตึงตัว นายวิเชียร เล็กวิจิตรธาดา นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมพลาสติกไทยในขณะนี้ว่า เริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นในแง่ของการจัดหาวัตถุดิบเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่เกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนัก จากผลกระทบของวิกฤตพลังงานและซัปพลายเชนโลก แต่กำลังการผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถจัดหาวัตถุดิบมาป้อนกระบวนการผลิตได้ประมาณ 50-70% ของความต้องการใช้ทั้งหมด แต่แม้ปริมาณวัตถุดิบจะเริ่มทยอยเข้าสู่ระบบมากขึ้น แต่ปัญหาใหม่ที่กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญคือ ราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ในเม็ดพลาสติกบางประเภท พุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 100% หรือมากกว่าเท่าตัว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและราคาโพรพิลีน (Propylene) ในตลาดโลก โดยเฉพาะในส่วนของเม็ดพลาสติกประเภท PP (Polypropylene) ที่ยังคงเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก มีซัปพลายในประเทศรองรับได้เพียง 30-40% เท่านั้น
ซึ่งโครงสร้างอุตสาหกรรมพลาสติกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำเป็นผู้ผลิตสารตั้งต้น เช่น โพรพิลีน และเอทิลีน และส่วนใหญ่ผลิตจากแนฟทาที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ จากนั้นจึงส่งต่อไปยังโรงงานกลางน้ำเพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติก ก่อนส่งต่อให้ผู้ประกอบการปลายน้ำ หรือกลุ่มคอนเวอร์เตอร์ นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์อาหาร ซองสินค้า หรือชิ้นส่วนเครื่องใช้ในครัวเรือน
ผลกระทบเริ่มเห็นชัดในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) เนื่องจากมีสต๊อกวัตถุดิบไม่มาก ปัจจุบันยังมีโรงงานอีกหลายแห่งที่ยังต้องหยุดการผลิต ขณะที่สภาพคล่องของผู้ประกอบการ SME จากเดิมที่เคยใช้เงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบประมาณ 5 ล้านบาท ปัจจุบันต้องขยับขึ้นเป็น 10 ล้านบาทตามราคาที่เพิ่มขึ้น 100% แม้โรงงานที่เคยหยุดการผลิตไปบางส่วนจะเริ่มกลับมาเดินเครื่องจักรได้บ้าง แต่ก็ทำได้เพียง 50-60% ของกำลังการผลิตเดิม และยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของต้นทุนในการเดินเครื่อง
“ปกติผู้ประกอบการจะมีสต๊อกประมาณ 30-45 วัน แต่ปัญหารอบนี้รุนแรง เพราะผู้ผลิตวัตถุดิบบางรายประกาศ Force Majeure ยกเลิกการส่งมอบสินค้า หรือปรับลดปริมาณส่งมอบเหลือเพียงบางส่วน ทำให้แผนการผลิตของผู้ประกอบการปลายน้ำได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่หากสถานการณ์การขนส่งวัตถุดิบผ่านเส้นทางหลักสามารถกลับมาเป็นปกติได้ทันที ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 60 วัน กว่าที่วัตถุดิบจะเดินทางถึงประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการผลิต และผลิตเป็นเม็ดพลาสติกออกสู่ตลาดได้” นายวิเชียรกล่าว
และเมื่อประเมินถึงระยะเวลาของสถานการณ์นี้ เชื่อว่าจะลากยาวไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน เนื่องจากผลกระทบจากสงครามที่ยังประเมินความเสียหายได้ยาก รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่โรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียได้รับความเสียหาย ซึ่งแหล่งผลิตดังกล่าวมีสัดส่วนซัปพลายถึง 8% ของโลก ส่งผลให้ผู้ใช้ปลายทางจะเริ่มได้รับผลกระทบเรื่องต้นทุนอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นไป หลังจากที่สต๊อกสินค้าเดิมราคาเก่าในเดือน เม.ย.หมดลง
นายวิเชียร กล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่หลายฝ่ายอาจมองข้ามคือกระบวนการ พิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก เช่น ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใช้ฟิล์มพลาสติกประเภท BOPP ที่ต้องผ่านกระบวนการพิมพ์ลวดลายและข้อมูลสินค้า ก่อนนำไปขึ้นรูปเป็นซองบรรจุภัณฑ์ ซึ่งขณะนี้วัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์ยังขาดแคลน โดยเฉพาะ โทลูอีน (Toluene) ซึ่งเป็นสารทำละลายสำคัญในอุตสาหกรรมการพิมพ์ โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังหาซื้อได้ยากในตลาด
ขณะเดียวกันยังมีวัตถุดิบสำคัญอีกชนิดคือ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (IPA) ซึ่งเป็นตัวทำละลายที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ โดยประเทศไทยไม่มีการผลิตในประเทศและต้องนำเข้า 100% ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงสูงหากซัปพลายจากต่างประเทศสะดุด เนื่องจากหากไม่มี IPA ก็จะไม่สามารถดำเนินกระบวนการพิมพ์ได้
โดยปกติไทยจะผลิตเม็ดพลาสติกเกรดทั่วไปใช้เองในประเทศเป็นหลัก โดยมีการนำเข้าเพียง 20-30% แต่เมื่อผู้ผลิตในประเทศประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบต้นทาง ทำให้กำลังการผลิตลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องหันไปนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีนซึ่งเป็นแหล่งหลักในขณะนี้ เนื่องจากมีสินค้าพร้อมส่งและราคาแม้จะปรับขึ้นแต่ยังไม่รุนแรงเท่ากับโซนอื่นๆ ขณะที่แหล่งวัตถุดิบจากตะวันออกกลางหรืออาเซียนมีราคาสูงจนยากจะรับได้
อย่างไรก็ตามในบางกรณีอาจมีทางเลือกในการลดการพิมพ์ เช่น การขึ้นรูปโลโก้บนขวดน้ำดื่มแทนการสกรีนฉลาก กระนั้นก็ตามสินค้าหลายประเภทไม่สามารถใช้วิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎหมาย โดยเฉพาะข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องแสดงรายละเอียดสินค้าและข้อมูลสำคัญผ่านการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์
“ในช่วงวิกฤตนี้ภาครัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการผ่อนปรนหรือให้ข้อยกเว้นชั่วคราวสำหรับข้อกำหนดบางประการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์และเดินสายการผลิตต่อไปได้ในภาวะที่วัตถุดิบขาดแคลน และภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเจรจากับประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบ เพื่อให้สามารถนำเข้าสินค้าบางประเภทได้ในกรณีพิเศษ รวมถึงพิจารณาปรับลดข้อจำกัดด้านภาษีและเปิดทางให้มีการนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งอื่นมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัปพลายบางภูมิภาค” นายวิเชียร เสนอ

การเดินหน้าจากพาณิชย์
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศมีความผันผวนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในบางภูมิภาค ส่งผลต่อราคาพลังงาน วัตถุดิบ และการขนส่งระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านข้อมูลการค้า การติดตามสถานการณ์ตลาดโลก มาตรการดูแลผู้ประกอบการ และการประสานความร่วมมือ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
กระทรวงพาณิชย์เร่งยกระดับการกำกับดูแล โดย คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กปร.) มีมติเห็นชอบเพิ่มรายการสินค้าควบคุม จาก 59 เป็น 66 รายการ และเตรียมบรรจุเม็ดพลาสติกเข้าเป็นหนึ่งในรายการใหม่ มีผลช่วงเดือน เม.ย.นี้ โดยมาตรการดังกล่าวจะกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานข้อมูลสต๊อก ปริมาณการผลิต และการจำหน่าย เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและให้รัฐสามารถบริหารจัดการปริมาณสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เป้าหมายคือรักษาสมดุลทั้งปริมาณและราคา ไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา จนกระทบผู้ผลิตปลายน้ำและผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ยังใช้เครือข่ายสำนักงานในต่างประเทศ 58 แห่ง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบเรียลไทม์” นางอารดา กล่าว

ทีมเฉพาะกิจแก้วิกฤตเม็ดพลาสติกขาดตลาด
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในห่วงโซ่การผลิตสินค้า ตั้งแต่เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และถุงพลาสติก กำลังทวีความรุนแรง หลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ปริมาณวัตถุดิบในประเทศเริ่มลดลงและหาได้ยากมากขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับเชิญจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมหารือเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการปัญหา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและลดผลกระทบต่อประชาชน
นายวราวุธ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติจัดตั้งคณะทำงานร่วมหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย เพื่อทำงานเชิงรุกกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติกอย่างใกล้ชิด ซึ่งภารกิจหลักของคณะทำงานชุดนี้คือ การ “เจาะข้อมูลเชิงลึก” ครอบคลุม อาทิ โครงสร้างต้นทุนการผลิตที่แท้จริง, ปริมาณสต๊อกเม็ดพลาสติกในระบบ และพฤติกรรมการกระจายสินค้าและราคาจำหน่าย
“เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการปรับขึ้นราคา และป้องกันการฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน”
นายวราวุธ กล่าวว่า ในอีกมิติหนึ่งวิกฤตครั้งนี้สะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของประเทศ ที่ยังพึ่งพาวัตถุดิบใหม่จากต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งที่ประเทศไทยมีขยะพลาสติกจำนวนมาก ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพที่มี
“นี่คือโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน โดยผลักดันการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลับมาเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลใช้ทดแทนวัตถุดิบใหม่ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มความมั่นคงด้านอุตสาหกรรมในระยะยาว การรีไซเคิลคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรม” นายวราวุธ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอและมีต้นทุนเหมาะสม จะช่วยลดแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในการปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมค่าครองชีพของประชาชน โดยคณะทำงานจะเร่งหารือกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งด้านการผลิต การนำเข้า การกระจายสินค้า และการกำกับดูแลราคาอย่างเป็นระบบ.
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.