กรมควบคุมโรคยืนยันสถานการณ์ “ไวรัสฮันตา” ในไทยเสี่ยงต่ำมาก สถิติพบผู้ป่วยเพียง 1 รายและไม่มีการระบาด เตือนห้ามประมาท หากติดเชื้อรุนแรงเสี่ยงเสียชีวิตสูง 40% และไม่มียารักษา
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อัปเดตสถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่คนทั้งโลกกำลังเฝ้าระวัง พาหะหลักของโรคนี้คือสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนูนาและหนูบ้าน สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงต่ำและไม่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง แต่ประชาชนควรมีความรู้เพื่อป้องกันตนเอง
ไวรัสฮันตาติดต่อได้อย่างไร?การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลาย ช่องทางการติดต่อที่พบบ่อยเรียงตามลำดับ ได้แก่
1. การสูดดม : สูดฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของหนูเข้าสู่ร่างกาย (พบบ่อยที่สุด)
2. การสัมผัส : มือไปสัมผัสเชื้อแล้วนำมาขยี้ตา จับจมูก หรือเข้าปาก
3. การถูกกัด : มีโอกาสติดเชื้อได้หากถูกหนูกัด แต่พบได้น้อย
4. การติดต่อจากคนสู่คน : เกิดขึ้นได้ยากมาก และจำกัดอยู่เพียงบางสายพันธุ์เท่านั้น
อาการเบื้องต้นที่ต้องสังเกตเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1-8 สัปดาห์ อาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นอาการอาจรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอาการหลัก
1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (HCPS)
มักพบในทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะไอ, หายใจลำบาก, น้ำท่วมปอด และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (HFRS)
พบในเอเชียและยุโรป ผู้ป่วยจะมีความดันต่ำ เลือดแข็งตัวผิดปกติ (เลือดออกง่าย) และมีภาวะไตวาย
ทางด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ หากเป็นกลุ่มที่มีผลต่อระบบหายใจ ผู้ป่วยอาจทรุดหนักภายในไม่กี่ชั่วโมง มีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 20-40%
แนวทางการรักษาและสถานการณ์ในไทยปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสหรือวัคซีนสำหรับโรคนี้โดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ออกซิเจน ใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือฟอกไต ดังนั้น หากสงสัยว่าติดเชื้อต้องรีบพบแพทย์ทันที
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว และสายพันธุ์ที่พบก็มีความรุนแรงน้อยกว่าที่พบในอเมริกา รวมทั้งไม่มีการระบาดในประเทศ
หัวใจสำคัญคือการลดการสัมผัสกับหนูและพื้นที่ที่หนูอาศัยอยู่ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้
แม้ในไทยจะมีความเสี่ยงต่ำ แต่การป้องกันตัวเองอย่างถูกต้องคือวิธีที่ดีที่สุด หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ประชาชนสามารถโทรสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
ข้อมูลจาก : สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.