วันนี้ ( 25 พฤษภาคม 2569) นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวในงานเสวนา "อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต"ว่า โอกาสและศักยภาพของสินค้าไทยในตลาดอินเดีย ถือเป็นตลาดที่มีความซับซ้อนและน่าดึงดูดใจมากที่สุดแห่งหนึ่งในปัจจุบัน
ถอดรหัส Future Food
ปัจจุบันกลุ่มสินค้าที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ โปรตีนทางเลือก ซึ่งมีพระเอกหลักคือ Plant-based Meat หรือเนื้อจากพืช โดยปัจจุบันนวัตกรรมอาหารไทยสามารถเปลี่ยนพืชให้มีเนื้อสัมผัสและรสสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อไก่ได้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในร้านกาแฟและซูเปอร์มาร์เก็ต คือ นมทางเลือก
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันพบว่าผู้บริโภคมีอาการแพ้นมวัวมากขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อย่าง นมอัลมอนด์ , นมถั่วเหลือง, นมโอ๊ต (Oat Milk) และนมพิสตาชิโอ (Pistachio Milk) กลายเป็นสินค้ากลุ่มใหม่ที่มาแรงตามความต้องการด้านกลิ่นและรสชาติที่หลากหลาย
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวมอุตสาหกรรม Functional Food หรืออาหารที่มีคุณสมบัติเสริมการทำงานของร่างกายยังคงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ขณะที่โปรตีนทางเลือกตามมาเป็นอันดับที่ 2
"อินเดีย"ตลาดที่สร้างมาเพื่อ Plant-based
เมื่อพูดถึงตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงสุดคือ "อินเดีย" ซึ่งมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจประชากรชาวอินเดียประมาณ 30-40% เป็นมังสวิรัติ (Vegetarian) มาโดยกำเนิด นี่คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้อาหารประเภทพืชผักไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับพวกเขา แต่เป็นวิถีชีวิตหลัก
ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจจากการพูดคุยกับชาวอินเดียโดยตรงพบว่า ชาวอินเดียที่ทานมังสวิรัติมาตั้งแต่เกิดจะมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อกลิ่นเนื้อสัตว์มาก
"ความคุ้นเคยตั้งแต่วัยเด็กนี้เองที่เป็นทั้งโอกาสและข้อควรระวัง การจะนำสินค้าไปตีตลาดอินเดียจึงไม่ใช่แค่การทำเนื้อเทียมให้เหมือนเนื้อสัตว์ที่สุด แต่คือการทำอาหารจากพืชให้อร่อยในแบบที่เขาคุ้นเคย"
Localization: กุญแจดอกสำคัญ
ปัจจุบันอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ความหลากหลายจึงสูงมาก นายวิศิษฐ์แนะนำว่า ผู้ประกอบการไทยต้องเน้นกลยุทธ์ การปรับสูตรให้เข้ากับท้องถิ่น (Localization) โดยเฉพาะอาหารแปรรูป
ทั้งนี้สูตรอาหารและรสชาติคือหัวใจสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หากต้องการนำเสนอสินค้าที่เป็นทางเลือกแทนเนื้อไก่ รสชาติและกลิ่นต้องสอดคล้องกับเมนูที่ชาวอินเดียคุ้นเคย เช่น การผสมผสานเครื่องเทศ "มัสซาลา" (Masala) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากสินค้าไทยสามารถปรับรสชาติให้เข้ากับลิ้นของชาวอินเดียได้ โอกาสในตลาดที่มีความหลากหลายเช่นนี้ย่อมเปิดกว้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
Soft Power-ท่องเที่ยว แรงหนุนสินค้าไทย
อีกหนึ่งปัจจัยบวกที่มีผลต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้มาเพียงเพื่อเที่ยวชมสถานที่ แต่มาเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและอาหารไทย ปรากฏการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับตลาดจีนมาแล้ว เช่น กระแสความนิยมซุปเปอร์ขาไก่หรือตีนไก่ในหมู่คนจีน หรือแม้แต่สินค้าอุปโภคอย่าง ยาดมและยาหม่อง ที่นักท่องเที่ยวอินเดียต้องหาซื้อกลับบ้านจนกลายเป็นไอเทมที่ต้องมีในซูเปอร์มาร์เก็ต นายวิศิษฐ์เชื่อว่า อิทธิพลจากการได้มาสัมผัสรสชาติอาหารไทยแท้ๆ ในท้องถิ่น (Local Experience) จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดความต้องการสินค้าอาหารไทยเมื่อพวกเขากลับไปอินเดีย ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Future Food ที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตด้วย
ทว่าจุดที่ Future Food เข้ามาตอบโจทย์ หากเราสามารถทำอาหารที่มีส่วนประกอบของพืชให้เยอะขึ้นและทานง่ายขึ้น มันจะช่วยให้เป้าหมายการมีสุขภาพดีเป็นเรื่องที่ทำได้จริง สำหรับตลาดอินเดียที่มีพื้นฐานการกินพืชอยู่แล้ว สินค้า Future Food ของไทยที่เน้นสารอาหารครบถ้วนและรสชาติถูกปาก จึงมีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในมื้ออาหารประจำวันของพวกเขาได้อย่างแนบเนียน
สุดท้ายแล้วประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมากในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Future Food โดยมีอินเดียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ หัวใจของการเติบโตไม่ได้อยู่ที่การส่งออกสินค้าเดิมๆ แต่คือการใช้ นวัตกรรม มาสร้างโปรตีนทางเลือกและอาหารฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
หากผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากกระแสการท่องเที่ยว และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่นอย่างมัสซาลา พร้อมทั้งชูจุดเด่นด้านสุขภาพตามมาตรฐานสากล ตลาดอินเดียที่มีประชากรมหาศาลย่อมไม่ใช่เรื่องยาก