‘พิพัฒน์’ การแผนขับเคลื่อนโครงการคมนาคมปี69-70 เดินหน้านโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย เริ่มใช้ 1 ม.ค.70 ปักธงเปิดใช้มอเตอร์เวย์ M6 และ M82 เต็มระบบ ปักธงเปิดประมูลโปรเจกต์ปี70M5, M8, M9 ,อุโมงค์กระทู้–ป่าตอง ,วงแหวนหาดใหญ่, MR10 ตั้งเป้าเสนอ ครม. ภายในปลายปี69 หรืออย่างช้าไม่เกินไตรมาส 2 ปี70
13 ก.ค.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ปี 2569-2570 ว่า การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นการระดมความคิดเห็นร่วมกันของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งด้านคมนาคมทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ โดยได้จัดทำแผนการดำเนินงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนงานไปในทิศทางเดียวกันและสามารถผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้บรรลุผลตามเป้าหมาย
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หลังจากนี้ทุกหน่วยงานจะเร่งเดินหน้าตามแผนที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้ พร้อมเตรียมประชาสัมพันธ์รายละเอียดโครงการสำคัญในแต่ละภูมิภาค รวมถึงกรอบงบประมาณที่จะใช้ดำเนินงานในปีงบประมาณ 2570 ทั้งโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่ โดยรายละเอียดทั้งหมดจะเปิดเผยต่อสาธารณชน เนื่องจากไม่ได้เป็นข้อมูลลับ และต้องการให้ประชาชนรวมถึงสื่อมวลชนได้รับทราบแผนการพัฒนาของกระทรวงอย่างครบถ้วน
สำหรับโครงการสำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 คือการเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์สาย M6(บางปะอิน – นครราชสีมา) และ M82 (บางขุนเทียน – เอกชัย – บ้านแพ้ว) โดยในส่วนของ M6 จะสามารถเปิดทดลองใช้ได้ทั้งขาไปและขากลับภายในช่วงปลายปี69 ถึง เม.ย.70 หลังจากที่ผ่านมาเปิดใช้งานได้เพียงบางทิศทางในช่วงเทศกาล ส่วน M82 แม้จะล่าช้ากว่ากำหนดจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่คาดว่าจะเริ่มเปิดทดลองใช้ได้ภายในช่วงปลายเดือนสิงหาคม และเปิดใช้งานเต็มรูปแบบก่อนเทศกาลปีใหม่
“นโยบายสำคัญคือมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย ซึ่งกระทรวงตั้งเป้าเปิดใช้เป็นของขวัญปีใหม่ โดยประชาชนจะชำระค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำเมื่อเปลี่ยนสาย ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสาย ยกเว้นรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงที่ยังคงใช้อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาทตามมาตรการเดิม”นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังแล้ว โดยจะมอบหมายให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้พัฒนาระบบหลังบ้านเช่นเดียวกับที่ผ่านมา เนื่องจากมีความพร้อมในการรองรับระบบชำระเงินแบบ EMV ซึ่งปัจจุบันหลายสายสามารถใช้งานได้แล้ว เหลือเพียงการพัฒนาระบบของรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้เปลี่ยนจากระบบ Rabbit ไปสู่ EMV เพื่อให้เชื่อมโยงการเดินทางได้ทั้งระบบ แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะแล้วเสร็จพร้อมกันทั้งหมดหรือไม่ แต่ทุกฝ่ายจะเร่งดำเนินการให้ทันช่วงเปิดใช้นโยบาย
นอกจากนี้ กระทรวงยังมีแผนขยายระบบตั๋วร่วมไปยังระบบขนส่งสาธารณะประเภทอื่น โดยหลังจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รับมอบรถโดยสารใหม่ครบ 1,520 คันในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2570 จะเริ่มเชื่อมระบบตั๋วร่วมกับรถโดยสารประจำทาง ก่อนขยายไปยังระบบขนส่งทางน้ำในลำดับถัดไป โดยตั้งเป้าให้กลางปี 2570 ประชาชนสามารถใช้ตั๋วร่วมได้ครบทั้งระบบราง รถโดยสารประจำทาง และเรือ
ทั้งนี้ ในส่วนของรถโดยสารประจำทาง กระทรวงคมนาคมจะร่วมกับกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)ปรับโครงข่ายเส้นทางเดินรถใหม่ เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นระบบฟีดเดอร์เชื่อมเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า ลดการวิ่งซ้ำซ้อนในเขตเมือง และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน อย่างไรก็ตาม รูปแบบอัตราค่าโดยสารเมื่อเชื่อมกับระบบรถไฟฟ้ายังอยู่ระหว่างการศึกษา เนื่องจากต้องวิเคราะห์รายละเอียดเพิ่มเติมก่อนกำหนดอัตราที่เหมาะสม
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า กระทรวงได้หารือร่วมกับกรุงเทพมหานครแล้ว โดยมีแนวทางให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รับโอนสิทธิการบริหารโครงการกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายค่าโดยสาร 17-45 บาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะยังไม่มีการซื้อกิจการหรือทรัพย์สินจากเอกชน แต่จะใช้แนวทางการโอนสิทธิการบริหาร ขณะที่สัญญาเดิมกับผู้รับสัมปทานยังคงมีผลตามเงื่อนไขเดิม
ทั้งนี้ ในส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้โดยสารหลังใช้นโยบายค่าโดยสารใหม่ รัฐจะหารือกับผู้ประกอบการเพื่อกำหนดรูปแบบการแบ่งผลประโยชน์ที่เหมาะสม โดยผู้ประกอบการยังคงเป็นผู้ให้บริการเดินรถตามปกติ แต่จะต้องเพิ่มจำนวนขบวนรถให้เพียงพอต่อผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวจะเป็นหน้าที่ของ รฟม. ในการเจรจากับเอกชนต่อไป
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป้าหมายคือให้ประชาชนสามารถใช้มาตรการค่าโดยสาร 17-45 บาทได้ครบทุกสายภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 และมั่นใจว่าการเจรจากับกรุงเทพมหานคร(กทม)จะสามารถหาข้อยุติได้ทันตามกำหนด โดยในส่วนของสายสีแดงและสายสีม่วงจะยังคงใช้อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาทเช่นเดิม หากเดินทางเฉพาะสองสายดังกล่าว แต่เมื่อเชื่อมต่อไปยังสายอื่นจะเข้าสู่หลักเกณฑ์ค่าโดยสาร 17-45 บาทตามนโยบายใหม่ ส่วนงบประมาณชดเชยค่าโดยสารนั้น ขณะนี้กรมการขนส่งทางราง(ขร.)อยู่ระหว่างจัดทำตัวเลขที่ชัดเจน ทั้งวงเงินชดเชยและแหล่งงบประมาณที่จะนำมาใช้ โดยยังไม่ต้องการเปิดเผยตัวเลขในขณะนี้ เนื่องจากต้องการให้ข้อมูลมีความถูกต้องที่สุดก่อนนำเสนออย่างเป็นทางการ
ด้านนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่กระทรวงเตรียมผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม)ภายในช่วงปลายปี 2569 หรือล่าสุดไม่เกินไตรมาส 2 ปี 2570 ประกอบด้วยโครงการมอเตอร์เวย์ M8 (ช่วงนครปฐม-ปากท่อ), M5 (ช่วงรังสิต–บางปะอิน), M9 (ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง) ซึ่งจะดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) รวมถึงโครงการอุโมงค์กระทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต พร้อมส่วนต่อขยายเชื่อมสนามบิน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ด้านตะวันออก ของกรมทางหลวง เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในระยะยาว โครงการถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 (MR10) ซึ่งเป็นจุดตัดของมอเตอร์เวย์และถนนสายหลักหลายสาย ตลอดจนโครงการสะพานข้ามเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ของกรมทางหลวงชนบท ซึ่งใช้งบประมาณเงินกู้ โดยทุกโครงการถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่กระทรวงเร่งรัดให้เดินหน้าภายในปี 2569 หรืออย่างช้าไม่เกินไตรมาส 2 ของปี 2570
สำหรับความคืบหน้าทางพิเศษช่วงพระราม 3-ดาวคะนองนั้น เป็นโครงการในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) คาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานถึงบริเวณดาวคะนองได้ภายในปลายปีนี้ ขณะที่จุดเชื่อมต่อกับสะพานทศมราชันในสัญญาที่ 3 อยู่ระหว่างเร่งรัดการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินไตรมาส 2 ปี 2570 ตามแผนที่กำหนดไว้
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.