‘บัญชีกลาง’ ยันแนวทางลดรายจ่ายภาครัฐไม่กระทบสิทธิข้าราชการรายเดิม พร้อมเดินหน้าคุมค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ-ครอบครัว หลังพบยอดพุ่งทะลุ 9 หมื่นล้านบาท ลุยเปิดรับฟังความคิดเห็นหวังแก้ปมระยะสั้น-ป้องกันทุจริต หลังข้อมูล 10 ปีพบทุจริตค่ารักษาพยาบาล 250 ล้านบาท ก่อนเร่งสรุปชง ครม.





13 ก.ค. 2569 – นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงแนวทางการลดรายจ่ายประจำภาครัฐ ว่า เบื้องต้นแนวทางดำเนินการเรื่องนี้จะใช้สำหรับข้าราชการที่บรรจุใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องกับข้าราชการรายเดิมที่เซ็นสัญญารับบำเหน็จบำนาญไปแล้ว ส่วนรายละเอียดแนวทางใหม่จะเป็นอย่างไรนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณา โดยในส่วนของกรมบัญชีกลางพร้อมให้การสนับสนุนข้อมูลทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับระดับนโยบาย ซึ่งคาดว่าจะมีแนวทางที่เหมาะสมออกมา





ทั้งนี้ ในส่วนของกรมบัญชีกลางซึ่งดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการนั้น ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แต่ละปีงบประมาณสูงมาก โดยในปีงบประมาณ 2570 มีการของบประมาณในส่วนนี้ถึง 9 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ดูแลผู้ได้รับสิทธิทั้งข้าราชการเจ้าของสิทธิและบุคคลในครอบครัวกว่า 5 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งมีอายุเกินกว่า 60 ปี และด้วยโรคที่ซับซ้อนมากขึ้น วิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องหาแนวทางปรับปรุงเพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลง โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นวาระดห่งชาติว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร หรือมีขั้นตอนอะไรบ้าง





“ทุกคนมองว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงมาก โดยของกรมบัญชีกลางดูแลอยู่ราว 5 ล้านคน ทั้งข้าราชการเจ้าของสิทธิและบุคคลในครอบครัว ก็ต้องหาแนววทางในการปรับลดว่าจะดำเนินการอย่างไร ถือเป็นวาระแห่งชาติ เพราะค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะขึ้นจริง และเชื่อว่ามันมีแนวทางที่จะปรับปรุงได้ แต่ต้องไปดูขั้นตอน ต้องคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องทำอย่างไร เช่น การไปหาดูรายละเอียดเรื่องยาจากโรงพยาบาลหลาย ๆ แหล่งว่าเป็นอย่างไรแล้วนำมาเปรียบเทียบ เป็นต้น” อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุ






ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในหลักการแก้ไขร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. กำหนดให้สถานพยาบาลที่จะสามารถใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมระบบการเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว และสามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างมปีระสิทธิภาพ





2. กำหนดให้ผู้มีสิทธิมีหน้าที่และความรับผิดชอบในพฤติกรรมของบุคคลในครอบครัวในการใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล มิให้มีการใช้สิทธิอย่างไม่สมควรหรือโดยมิชอบ 3. กำหนดให้ผู้มีสิทธิมีอิสระในการเลือกให้บุคคลในครอบครัวบุคคลใดสามารถใช้สิทธิสวัสดิการ หรือจะแจ้งระงับการใช้สิทธิสวัสดิการของบุคคลในครอบครัวบุคคลใดก็ได้ เช่น กรณีมีบุคคลในครอบครัวทุจริต 1 คน ก็จะต้องถูกตัดสิทธิทั้งหมด และ 4. สร้างกลไกที่ส่งเสริมให้สถานพยาบาลต้องมีนโยบายและมาตรการที่มีประสิทธิภาพตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี





“มาตรการนี้เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะมาตรการลงโทษการทุจริต เพราะเชื่อว่าหากมีการทุจริตเพียง 1 คน แล้วต้องมีความผิดทั้งบ้าน จะทำให้ทุกคนระมัดระวังการกระทำความผิดมากขึ้น โดยจากข้อมูลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีการทุจริตจนทำให้เกิดความเสียหายแล้ว 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้กำลังคนเพียง 6 คนในการสุ่มตรวจกว่า 35 ล้านรายการรักษา ซึ่งกรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างการนำระบบเข้ามาช่วยวิเคราะห์ความผิดปกติของการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการให้ดีขึ้น” นางแพตริเซีย กล่าว





อย่างไรก็ดี การเปิดรับความคิดเห็นครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการ 1 เดือน หลังจากนั้นจะมีการประมวลผลเกี่ยวกับความคิดเห็นทั้งหมดเพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป





สำหรับข้อเสนอเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการในระยะยาวสำหรับข้าราชการรุ่นใหม่ เป็นระบบประกันของภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการแทนระบบของกรมบัญชีกลางนั้น อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า เรื่องนี้กรมบัญชีกลางได้เคยทำการศึกษามาแล้ว ยอมรับว่าเป็นแนวทางที่ยากมาก เพราะระบบประกันเป็นการพิจารณาเฉพาะครั้ง แต่ระบบการดูแลของกรมชัญชีกลางครอบคลุมตลอดเวลาการรักษา จึงเป็นประเด็นที่หากจะนำมาพิจารณาจริง ๆ จะต้องมีการศึกษาอย่างดีและรอบคอบมาก ๆ





นางแพตริเซีย กล่าวอีกว่า กรมบัญชีกลางได้ออกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่เข้ารับงานกับภาครัฐให้มีคุณภาพและศักยภาพ รวมทั้งกำหนดมาตรการลงโทษผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่ละเลยการปฏิบัติตามสัญญาหรือตามหลักวิชาช่างในงานก่อสร้าง หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนและหน่วยงานของรัฐ






ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับกับงานก่อสร้างที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ของ 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำ และกรมโยธาธิการและผังเมือง งานอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ หรืออาคารชุมนุมคน และงานก่อสร้างทุกประเภทที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 1 พันล้านบาทขึ้นไป ที่มีการเผยแพร่ประกาศและเอกสารเชิญชวน และลงนามในสัญญาตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป ส่วนเกณฑ์การประเมินและคะแนนความเสียหาย แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงระหว่างการปฏิบัติงานตามสัญญา และช่วงรับประกันความชำรุดบกพร่อง





โดยจะกำหนดคะแนนความเสียหายในกรณีต่าง ๆ เช่น ถูกบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 103 วรรคหนึ่ง (2) คะแนนความเสียหาย 60 คะแนน ปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานของหลักวิชาช่างในงานก่อสร้าง หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันมีผลกระทบให้ถึงแก่ความตาย คะแนนความเสียหาย 60 คะแนน หรืออันตรายสาหัส คะแนนความเสียหาย 30 คะแนน เป็นต้น





สำหรับการระงับการยื่นข้อเสนอและระงับการลงนามในสัญญา คะแนนความเสียหายจะถูกสะสมเพื่อนำมาใช้ประเมินผู้ประกอบการ ซึ่งหากคะแนนความเสียหายสะสมอยู่ในเกณฑ์การระงับ ผู้ประกอบการรายนั้นจะถูกระงับการเข้ายื่นข้อเสนอหรือทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐในโครงการถัดไป ซึ่งกำหนดโทษสูงสุด 720 วัน ทั้งนี้ กรณีที่ผู้ประกอบการเคยถูกระงับไปแล้วไม่เกิน 2 ปี และมีคะแนนความเสียหายเพิ่มขึ้น ให้นำจำนวนวันที่ถูกระงับไปแล้ว มาหักออกจากจำนวนวันที่ถูกระงับในครั้งใหม่ ส่วนการอุทธรณ์โต้แย้งและการแก้ไขคะแนนความเสียหาย ผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์โต้แย้งผลการประเมินไปยังหน่วยงานของรัฐได้ ภายใน 7 วันทำการ นับถัดจากวันที่ได้รับแจ้งผลคะแนนผ่านระบบ e-GP โดยกรมบัญชีกลางจะลบคะแนนความเสียหาย เมื่อครบระยะเวลา 2 ปี นับถัดจากวันที่ประกาศเผยแพร่คะแนน ทั้งนี้ หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ใช่ความผิดของผู้ประกอบการหน่วยงานของรัฐจะต้องลบคะแนนความเสียหายทันที





อย่างไรก็ดี ในส่วนของการปรับลดระดับชั้นผู้ประกอบการและการเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียน ผู้ประกอบการที่มีคะแนนความเสียหายตั้งแต่ 120 คะแนนขึ้นไป จะถูกปรับลดระดับชั้นลงครั้งละ 1 ระดับ ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งกำหนดโทษสูงสุด 1,440 วัน โดยเมื่อครบระยะเวลาปรับลดแล้ว สามารถยื่นคำขอกลับคืนระดับชั้นเดิมได้ แต่ต้องผ่านหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตามปกติ สำหรับการเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียน ผู้ประกอบการที่ถูกปรับลดระดับชั้นลง 1 ระดับแล้วอยู่ระดับต่ำสุด หรือกรณีร้ายแรงเนื่องจากปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาช่าง ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้เพิกถอนชื่อออกจากทะเบียน แต่สามารถขอขึ้นทะเบียนใหม่ได้เมื่อพ้น 2 ปี

Contact to : xlf550402@gmail.com


Privacy Agreement

Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.