‘แบงก์ชาติ’ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2.3% ไม่ดีแต่ไม่แย่ พร้อมจับตาหนี้เสีย-เงินเฟ้อ หลังสงครามกลับมาเดือด หวั่นดันราคาน้ำมันพุ่ง เดินเครื่องออก Thai Baht Stablecoin คาดได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในสิ้นปี
15 ก.ค. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ระดับ 2.3% ถือเป็นระดับที่ไม่ได้ดีแต่ก็ไม่แย่เหมือนอย่างที่เคยประเมินในช่วงต้นของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะลดลงไปเหลือ 1.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ผ่อนคลายลง ขณะเดียวกันรัฐบาลได้มีการเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี
แต่ยังมีปัจจัยหรือตัวแปรที่ ธปท. อยู่ระหว่างจับตา 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ขณะนี้มีการผ่อนคลายลงบ้าง จากเดิมคาดว่าปี 2569 อัตราเงินเฟ้อของไทยจะขยายตัวที่ 2.8% ก็อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์ความขัดแย้งที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยล่าสุดได้มีการกลับมาปะทะกันอีกครั้ง ตรงนี้มีผลต่อราคาน้ำมัน ที่ในช่วงต้นของสงครามปรับตัวขึ้นไปถึง 120-140 ดอลลาร์ต่อบาเรล ก่อนจะปรับลดลงมาต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาเรล และปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์ปลาย ๆ ต่อบาเรล ประเด็นนี้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพราะมีผลกับเงินเฟ้อ
2. สถานการณ์หนี้เสีย (NPL) โดยภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่ได้ดี แต่ก็ไม่แย่เหมือนที่กังวล แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะมีผลต่อหนี้เสีย ซึ่ง ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเบื้องต้นประเมินว่าตัวเลขหนี้เสียอาจจะมีการปรับเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ไม่มากนัก ยังอยู่ในจุดที่รับได้ ซึ่งหลังจากนี้ ธปท. จะมีการทยอยเร่งออกมาตรการในการให้ความช่วยเหลือและดูแลออกมาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับตัวเลขหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันที่ปรับตัวลดลงมาเล็กน้อยนั้น ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี แม้จำนวนจะไม่ได้ลดลงมาเยอะมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานของจีดีพีที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันสถาบันการเงินมีการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อก็อาจจะมีผล ซึ่งในส่วนนี้ ธปท. อยู่ระหว่างเร่งแก้ไขผ่านการออกมาตรการต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
“ตัวเลขหนี้ครัวเรือนลดลงจริง แต่อาจจะไม่ได้มาก ส่วนหนึ่งมาจากฐานของจีดีพีที่สูงขึ้น สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนในระยะกลางและระยะยาวรัฐบาลและ ธปท. อยู่ระหว่างเร่งทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันโครงการต่าง ๆ ในการให้ความช่วยเหลือประชาชน อีกส่วนก็หวังว่าสถาบันการเงินจะช่วยกัน เชื่อว่าหากสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนก็จะค่อย ๆ บรรเทาลง แต่ระหว่างนี้เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน ถ้าไม่ทำอะไรเลยมันก็แก้ปัญหาไม่ได้เลย” นายวิทัย กล่าว
สำหรับความคืบหน้าเรื่องการออกใช้ Thai Baht Stablecoin (ไทย บาท สเตเบิ้ลคอยน์) นั้น ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า น่าจะมีทิศทางชัดเจนและได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างแนวทางและกระบวนการขั้นตอนการออกแบบที่ต้องเดินหน้าต่อไป หลายเรื่องต้องใช้เวลา เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำ จึงต้องใช้การพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ รวมถึงต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าการออกใช้ Thai Baht Stablecoin ไม่ได้เป็นการสร้างเงินใหม่ โดยมีข้อดี คือ เป็นพัฒนาการของระบบการเงิน จากเดิมที่ ธปท. อาจจะไม่เอาเรื่องนี้เลย ก็มีการเปิดรับมากขึ้น อีกประเด็นคือเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สามารถนำมาใช้ดำเนินงานได้ เช่น การโอนเงิน
“ต้องยอมรับว่าทั่วโลกที่มีการออก Stablecoin ไปแล้ว ปริมาณการใช้ไม่ได้มากมายอะไร แต่สกุลที่มีการใช้เยอะ ๆ อาทิ USDT และ USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ไม่มีการควบคุมเท่าไหร่ เป็นการใช้ในช่องทางที่อาจจะมีความกังวลอยู่ แต่ที่ ธปท. กำลังดำเนินการไม่ใช่แบบนั้น ผู้ที่จะดำเนินการจะต้องได้รับไลน์เซ่นจาก ธปท. ด้วย และเรื่องนี้เป็นพัฒนาการทางการเงินที่หลาประเทศก็ดำเนินการ” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.