คมนาคมเร่งเครื่องตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท เร่งเจรจาผู้ประกอบการ ขีดเส้นจบ พ.ย.นี้ เดินหน้ากฎหมายลูก-เคลียริ่งเฮ้าส์ ลุยทดลองระบบ ธ.ค.นี้ ปักธงใช้จริง 1 ม.ค. 70 พร้อมติดตั้ง EMV สายสีเขียว-สีทองให้ทัน รองรับสิทธิ์เฉพาะคนไทย คาดผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 30% เล็งใช้งบกลางชดเชยปีละ 4 พันล้าน ยันดีกว่าซื้อคืนรถไฟฟ้าทั้งระบบกว่า 2 แสนล้าน





14 ส.ค.2569-นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 2/2569ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้านโยบาย ตั๋วร่วมค่าโดยสาร 17-45 บาททุกสายทาง ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วม ครั้งที่ 2 ของปี 2569 ได้กำหนดแนวทางเดินหน้าตามมติ ครม. โดยเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองและประกาศที่เกี่ยวข้อง พร้อมเจรจากับผู้ประกอบการทุกราย โดยต้องไม่กระทบสัญญาสัมปทาน และรัฐบาลยังไม่มีนโยบายซื้อคืนสัมปทาน





สำหรับหลักการสำคัญคือ ไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ค่าโดยสารเริ่มต้น 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาท โดยยังต้องตกลงวิธีคำนวณค่าโดยสารข้ามระบบ การจัดสรรรายได้ และหลักเกณฑ์ชดเชยกรณีค่าโดยสารปกติสูงกว่า 45 บาท ทั้งนี้ รัฐจะพิจารณาภาระชดเชยอย่างเป็นธรรม โดยแยกการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารตามธรรมชาติออกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายลดค่าโดยสาร เพื่อไม่ให้รัฐแบกรับภาระเกินจำเป็น ขณะที่ผู้ประกอบการก็ไม่ควรได้รับประโยชน์เกินควร





นายศิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังมอบให้กระทรวงคมนาคม เร่งหารือกับกระทรวงการคลัง ในการคัดเลือกหน่วยงานที่จะมาดำเนินการ Clearing House ซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้วิธีการเปิดทั่วไป เพราะระยะเวลาในการดำเนินการจำกัด เนื่องจากต้องเริ่มมาตรการกับรถไฟฟ้าทุกสายในวันที่ 1 ม.ค.2570 ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีเชิญผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย เพราะรัฐมีหุ้นส่วนในธนาคาร และถือว่ามีความเหมาสม มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ EMV ให้กับระบบขนส่งมวลชนต่างๆ แต่ทั้งนี้ต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน และต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย






“กระทรวงคมนาคมวางเป้าหมายให้กระบวนการสำคัญแล้วเสร็จ ภายใน พ.ย. 2569 ทดลองระบบใน ธ.ค. และเปิดใช้จริง 1 ม.ค. 2570 ขณะที่กฎหมายลูกที่เหลือราว 16 ฉบับ ผ่านความเห็นชอบในหลักการแล้วประมาณ 10 ฉบับ คาดประกาศกระทรวงแล้วเสร็จ ก.ย. และกฎกระทรวงราว ต.ค. 2569 ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิ์หรือแก้ไขสัญญา PPP จะต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งหลังจากนี้จะทยอยประกาศใช้ต่อไป”นายศิริพงศ์ กล่าว





นอกจากนี้ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางให้ฝ่ายเลขานุการและคณะกรรมการตามมาตรา 31 เดินหน้าเจรจากับผู้ประกอบการขนส่งแต่ละราย โดยยึดกรอบนโยบายของ ครม. ที่กำหนดค่าโดยสาร 17-45 บาทเป็นหลัก และต้องดำเนินการโดยไม่กระทบต่อสัญญาสัมปทาน เนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายซื้อคืนสัมปทาน ดังนั้น ในระยะเริ่มต้น รัฐอาจจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือหรือชดเชยบางส่วน เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายค่าโดยสารร่วมได้ จนกว่าสัญญาสัมปทานบางส่วนจะทยอยสิ้นสุดลง จากนั้นจึงสามารถทบทวนโครงสร้างและแนวทางดำเนินการได้อีกครั้ง





ทั้งนี้ เบื้องต้นจะใช้เงินชดเชยประมาณ 4 พันล้านบาทต่อปี ซึ้งยังดีกว่าการไปซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า หากทั้งระบบต้องใช้เงินราว 2 แสนล้านบาท และยังมีดอกเบี้ย 2% หรือประมาณ 4 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับวงเงินชดเชยค่าโดยสารที่ประเมินไว้ จึงเลือกใช้วิธี สนับสนุนหรือชดเชยค่าโดยสารในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อเดินหน้าค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท และรอทบทวนโครงสร้างเมื่อสัมปทานทยอยสิ้นสุดลง





อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการใช้สิทธิ์ 17-45 บาท เปิดให้ประชาชนไทยเท่านั้น และอาจยืนยันตัวตนผ่านบัตร EMV โดยไม่ต้องลงทะเบียนให้ยุ่งยาก ผู้โดยสารอาจชำระเต็มก่อน แล้วให้ Clearing House คำนวณและคืนส่วนต่างตามสิทธิ์ เช่นเดียวกับแนวทางของรถไฟชานเมืองสายสีแดง โดยเบื้องต้นประเมินว่านโยบายอาจเพิ่มผู้โดยสารได้ มากกว่า 30% แต่ต้องกำหนดฐานการเติบโตปกติของแต่ละเส้นทางก่อน เพื่อคำนวณว่ารัฐควรรับภาระส่วนใด และแบ่งผลประโยชน์จากผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายอย่างไร โดยเป้าหมายคือ ลดภาระประชาชน ควบคู่การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และรักษาความสมดุลระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการ

Contact to : xlf550402@gmail.com


Privacy Agreement

Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.