กรมศิลป์เผยความก้าวหน้าพัฒนาแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์อายุ 1,200 ปี ดันสู่แหล่งเรียนรู้โบราณคดีพื้นที่ชุ่มน้ำระดับภูมิภาค จัดงบฯ ศึกษาโบราณวัตถุ พร้อมออกแบบบ่ออนุรักษ์ใหม่
9 กันยายน 2569 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี จัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “ความก้าวหน้าการดำเนินงานแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์” ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเผยแพร่ความรู้ ผลการศึกษา และความคืบหน้าการดำเนินงานในการขับเคลื่อนพัฒนาแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณคดีพื้นที่ชุ่มน้ำและประวัติศาสตร์การพาณิชนาวีข้ามสมุทรของภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนจังหวัดสมุทรสาครในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดต่อไป

นายพนมบุตร กล่าวว่า กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ภายหลังพบซากเรือโบราณในพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้ง หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ ซึ่งเป็นที่ดินของนายพนมและนางสุรินทร์ ศรีงามดี การค้นพบครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ด้วยซากเรือจมดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ห่างจากชายฝั่งทะเลมากนัก ทำให้วัตถุหลักฐานต่าง ๆ ได้รับการสงวนรักษาเป็นอย่างดีจากตะกอนโคลนที่ไหลมาทับถม มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่เสื่อมสลายไปแม้ผ่านกาลเวลามากกว่าหนึ่งพันปี

ผลการศึกษาทางโบราณคดีร่วมกันของกองโบราณคดีใต้น้ำและสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี พบว่าเรือโบราณพนมสุรินทร์เป็นเรือที่ต่อขึ้นด้วยเทคนิคการผูกเย็บไม้เปลือกเรือเข้าด้วยกัน (Sewn-plank technique) ซึ่งเป็นการต่อเรือที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในตะวันออกกลางแถบทะเลอาหรับ การกำหนดอายุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์จากเชือก เมล็ดพืช และไม้เปลือกเรือ ระบุอายุราว 1,200–1,300 ปีมาแล้ว หรือพุทธศตวรรษที่ 13–14 ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดีในช่วงต้นประวัติศาสตร์ภาคกลางของประเทศไทย แหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์จึงเป็นหลักฐานสำคัญเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่ามีการค้าขายทางเรือกับแหล่งวัฒนธรรมที่อยู่ห่างไกลออกไป เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดพัฒนาการทางสังคมจากช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเข้าสู่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย โดยเรือโบราณพนมสุรินทร์น่าจะมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับเมืองโบราณทวารวดีนครปฐมที่อยู่ใกล้เคียง จากการวิเคราะห์ไม้เรือส่วนต่าง ๆ พบว่าเป็นไม้สัก ไม้ตาล ไม้เคี่ยม ไม้เต็ง ไม้ตะเคียนราก ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า เรือลำนี้อาจต่อขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในบริเวณดังกล่าว โดยใช้วิธีการและเทคนิคการต่อเรือแบบที่นิยมกันในแถบทะเลอาหรับ
” นอกจากความสำคัญของตัวเรือแล้ว ภายในเรือและบริเวณโดยรอบยังได้พบวัตถุหลักฐานจำนวนมาก ทั้งที่เป็นสินค้า อาหาร และเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวเรือ เช่น ภาชนะดินเผาที่มีแหล่งผลิตในตะวันออกกลางอย่างไหทรงตอปิโด ที่มีคราบน้ำมันดินอยู่ภายใน หม้อมีสันแบบอินเดียและพบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครื่องเคลือบจากแหล่งผลิตในประเทศจีน ที่สำคัญคือ ได้พบจารึกอักษรเปอร์เซียและอักษรจีนบนผิวของภาชนะดินเผาและได้มีการอ่านแปลแล้ว อีกทั้งยังได้พบเมล็ดพืชนานาชนิด ทั้งที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และตะวันออกกลาง รวมถึงกระดูกปลา กระดูกสัตว์บก กระดูกสัตว์ปีก เขา และงาสัตว์ ที่สำคัญได้พบประติมากรรมรูปบุคคลคล้ายนักบวชนั่งชันเข่าขนาดเล็กที่สลักจากเขาหรืองาสัตว์ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นรูปเคารพที่ชาวเรือนำติดตัวมาด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของคนเรือในช่วงเวลาดังกล่าว ” นายพนมบุตร กล่าว

อธิบดี ศก. กล่าวต่อว่า สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมศิลปากรได้จัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่องให้สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์โบราณวัตถุที่ค้นพบ ขณะที่กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จะอนุรักษ์โบราณวัตถุจากพื้นที่ชุ่มน้ำตามหลักวิชาการ รวมถึงซ่อมแซมบ่อเดิม ซึ่งใช้แช่ไม้ทับกระดูกงูและเสากระโดงเรือ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระยะที่ 2 กรมศิลปากรได้มอบหมายสำนักสถาปัตยกรรมออกแบบบ่ออนุรักษ์แห่งใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถึง เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการอนุรักษ์ และรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ขณะที่แผนระยะยาวจะดำเนินการขุดค้นพื้นที่ตัวเรือส่วนที่เหลือทางทิศตะวันตก รวมถึงอนุรักษ์เรือที่ยังจมอยู่ในน้ำตามหลักวิชาการ ตลอดจนจัดสร้างอาคารจัดแสดงโบราณวัตถุที่ผ่านการอนุรักษ์ เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในอนาคต

นายพนมบุตร กล่าวอีกว่า เรือโบราณพนมสุรินทร์และวัตถุหลักฐานหลายพันชิ้นที่พบ มีคุณค่าสูงยิ่งในทางวิชาการโบราณคดี และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมล้ำค่าของสังคมไทยและของนานาชาติ เป็นความท้าทายในการศึกษาทางวิชาการ การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการแหล่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณชนและสังคมในหลากหลายมิติต่อไป อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว อันเป็นการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมสำคัญให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณชนอย่างยั่งยืน


Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.