‘เอกนิติ’ ผนึกหน่วยงานลุยยกระดับสกัดทุนเทา-มิจฉาชีพ-ภัยการเงิน ปักหมุดเพิ่มประสิทธิภาพการยืนยันตัวตน จัดทำศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ระบุตัวตน พร้อมสั่งปลัดคลังนั่งหัวโต๊ะเดินเครื่องบูรณาการระบบเชื่อมโยงข้อมูลให้มีมาตรฐาน ขีดเส้นต้องเสร็จใน 30 วัน หวังเปิดช่องตามเส้นทางเงินเทา ลดความเสียหายให้ประชาชน





14 ก.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางยกระดับการป้องกันและปราบปรามภัยทางการเงิน โดยมุ่งแก้ปัญหาช่องโหว่จากการเชื่อมโยงข้อมูลและการกำกับดูแลที่ยังไม่เป็นระบบเดียวกัน โดยได้วางแนวทางบูรณาการข้อมูลจาก 6 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ





ทั้งนี้ มีมติสำคัญ 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านที่ 1. การยกระดับมาตรฐานระบบการยืนยันตัวตน (KYC และ EDD) ให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อการตรวจสอบสถานะลูกค้าเชิงลึก สามารถระบุตัวตนและประเมินความเสี่ยงของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ Financial Action Task Force (FATF) ด้านที่ 2. ระบบคลังข้อมูลทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน โดยจัดทำศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ระบุตัวตน เพื่อให้นักวิเคราะห์ข้อมูลและ Data Scientist สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์รูปแบบและพฤติกรรมของมิจฉาชีพ รวมถึงคาดการณ์ธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้ล่วงหน้า





โดยสิ่งที่จะดำเนินการ ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูล โดยเปิดให้ลูกค้าหรือประชาชนสามารถให้ความยินยอมในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลประชาชน 2. การจัดทำข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ระบุตัวตน เพื่อให้นำข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์พฤติกรรมมิจฉาชีพ เนื่องจากเมื่อมีการกำหนดมาตรการหรือเกณฑ์รายงานธุรกรรม เช่น วงเงิน 5 ล้านบาท มิจฉาชีพอาจปรับพฤติกรรมด้วยการทำธุรกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบให้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อรู้เท่าทันโจร






3. การพัฒนาระบบบริหารการแจ้งเหตุระดับชาติ โดยกระทรวงดีอี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการระบบที่มีอยู่ และออกแบบให้เชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งครั้งเดียว และข้อมูลถูกส่งต่อไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ 4. การระงับเส้นทางการเงิน เพื่อป้องกันและลดความเสียหาย โดยกระทรวงดีอีและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถระงับเส้นทางเงินได้อย่างรวดเร็ว





สำหรับด้านที่ 3. ที่ประชุมได้มอบหมายให้นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการบูรณาการทั้ง 4 ระบบ โดยกำหนดกรอบเวลา 30 วัน เพื่อออกแบบระบบให้มีมาตรฐานข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูล และแนวทางวิเคราะห์เส้นทางการเงินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก่อนนำไปสู่การพัฒนาระบบให้สามารถใช้งานได้จริง





“เป้าหมายของการบูรณาการครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการตรวจจับธุรกรรมและพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง พร้อมคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการช่วยเหลือประชาชนหลังเกิดเหตุ ด้วยการระงับธุรกรรมและติดตามเส้นทางเงินให้ได้รวดเร็วที่สุด โดยกระทรวงการคลังมองว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการรับมืออาชญากรรมทางการเงินและภัยไซเบอร์ จากเดิมที่แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลและกระบวนการทำงานแยกจากกัน ไปสู่ระบบที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและรับมือกับธุรกรรมต้องสงสัยได้แบบบูรณาการมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว





นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบ KYC (Know Your Customer), CDD (Customer Due Diligence) และ EDD (Enhanced Due Diligence) อยู่แล้ว แต่สิ่งที่จำเป็นต้องยกระดับคือแนวทางในการประเมินพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงเกณฑ์การเรียกเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้าให้มีมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ หรือผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล ควรใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่สอดคล้องกัน รวมถึงยึดแนวทางตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและมองเห็นพฤติกรรมของลูกค้าในภาพเดียวกันมากขึ้น





นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดีอี ระบุว่า การบูรณาการทั้ง 4 ระบบใน 30 วันนั้น เพื่อให้การทำงานของทุกหน่วยงานมีการคล่องแคล่งมากขึ้นกว่าปัจจุบัน โดยเฉพาะระบบการส่งข้อมูลที่ควรจะเกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถอายัด และวิเคราะห์พฤติการหรือเห็นเส้นทางการเงินอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าการบูรณาการทั้ง 4 ระบบในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับให้หน่วยงานทำงานได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

Contact to : xlf550402@gmail.com


Privacy Agreement

Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.