‘มีเงินฉุกเฉิน 6 เดือน’ ฟังดูอุ่นใจตอนเรายังมีเงินเดือน แต่หลังเกษียณ มีคำถามหนึ่งที่สำคัญกว่า ถ้าเงินก้อนนั้นหมด แล้วเดือนที่ 7 จะเอาเงินจากไหนมาเติม? นี่คือความต่างของเงินฉุกเฉินตอนอายุ 30 กับตอนอายุ 60
18 ก.ย. 2569 – ตอนอายุ 30 หากตกงาน รถเสีย หรือมีรายจ่ายกะทันหัน เรายังมีโอกาสกลับไปทำงานและสร้างเงินก้อนใหม่ขึ้นมา แต่หลังเกษียณ เงินที่หยิบออกไปอาจไม่ได้กลับมาเร็วเหมือนเดิม ขณะที่เรื่องไม่คาดคิดยังเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล บ้านต้องซ่อม ไปจนถึงวันที่ลูกโทรมาบอกว่า “พ่อ แม่ขอเงินหน่อย กำลังเดือดร้อน” หลังอายุ 60 คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่ “ต้องมีเงินฉุกเฉินกี่เดือน?” แต่คือ “ต้องมีเท่าไร ถึงเวลาเกิดเรื่องแล้วชีวิตที่เหลือไม่เสียแผน?”
คนไทยมีเงินพร้อมรับเหตุฉุกเฉินแค่ไหน?
ข้อมูลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีตัวเลขหนึ่งที่น่าคิด มีเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของคนไทย ที่ประเมินว่า หากรายได้หยุดลงกะทันหัน จะสามารถใช้เงินออมที่มีอยู่ประคองชีวิตได้นานเกิน 6 เดือน และมีเพียงประมาณ 1 ใน 7 ที่วางแผนออมเพื่อเกษียณและสามารถทำได้ตามแผน
ตัวเลขนี้กำลังบอกเราว่า “มีเงินเก็บ” กับ “มีเงินพร้อมใช้” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน บางคนมีบ้าน มีที่ดิน มีเงินลงทุน รวมกันอาจเป็นหลักล้าน แต่ถ้าพรุ่งนี้ต้องใช้เงินก้อนหนึ่งทันที เราคงไม่อยากขายหุ้นในวันที่ตลาดลง ไม่อยากรีบขายที่ดินเพราะต้องการเงิน และแน่นอนว่าเราไม่สามารถขายห้องหนึ่งของบ้านเพื่อนำเงินออกมาใช้ได้ หลัง 60 จึงอย่าถามตัวเองแค่ว่าเรามีทรัพย์สินเท่าไร? ลองถามเพิ่มอีกข้อว่า “ถ้าพรุ่งนี้ต้องใช้เงิน เราหยิบจากตรงไหนได้ โดยไม่ทำให้แผนชีวิตที่เหลือเสีย?” สองคำถามนี้คล้ายกัน แต่คำตอบต่างกันมาก
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวทางสำหรับการบริหารเงินหลังเกษียณ โดยแนะนำให้มีเงินในบัญชีออมทรัพย์ประมาณ 2–6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายประจำวันและรักษาสภาพคล่องเผื่อกรณีฉุกเฉิน แต่ตัวเลขนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้น” ไม่ใช่คำตอบของทุกคน
สมมติเราใช้เดือนละ 20,000 บาท เงิน 6 เท่าคือ 120,000 บาท อย่าเพิ่งหยุดคำนวณตรงนั้น ลองถามต่อว่า มีบำนาญหรือรายได้เข้าทุกเดือนหรือไม่? มีสิทธิรักษาพยาบาลหรือประกันครอบคลุมแค่ไหน ยังผ่อนบ้านหรือมีหนี้หรือเปล่า อยู่คนเดียวหรืออยู่กับคู่ชีวิต และยังมีใครที่เราต้องช่วยเหลือทางการเงินอีกหรือไม่?
คนอายุ 65 ปีที่มีบำนาญ ไม่มีหนี้ และมีสิทธิรักษาพยาบาลครอบคลุม ย่อมต้องเตรียมเงินต่างจากคนวัยเดียวกันที่ไม่มีรายได้ประจำ ดังนั้น แทนที่จะถามเพื่อนว่า เธอมีเงินฉุกเฉินเท่าไร? ลองถามตัวเองว่า ถ้ามีรายจ่ายก้อนใหญ่เกิดขึ้น เรามีเงินพอโดยไม่ต้องรีบขายทรัพย์สิน ไม่ต้องสร้างหนี้ใหม่ และไม่ต้องขอเงินลูกหรือไม่? ถ้าตอบได้ ตัวเลขนั้นมีความหมายกว่า 3 เดือนหรือ 6 เดือนเสียอีก
เงินหลังเกษียณ อย่ากองไว้หน้าที่เดียว
วิธีง่ายที่สุดอาจไม่ใช่การจำสูตรการเงิน แต่คือแยกให้รู้ว่า เงินก้อนไหนมีไว้ทำอะไร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อยากชวนแบ่งเงินหลังเกษียณในใจเป็น 3 กระเป๋า
“เงินใช้” สำหรับค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่ายา และชีวิตประจำวัน ต้องหยิบง่าย เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าต้องใช้
“เงินเผื่อ” สำหรับเรื่องที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร เช่น เจ็บป่วย บ้านต้องซ่อม หรือมีรายจ่ายจำเป็นกะทันหัน เงินก้อนนี้ควรเข้าถึงง่ายและไม่ควรนำไปเสี่ยงจนต้องลุ้นว่า วันที่ต้องใช้จะเหลือเท่าไร
ส่วน “เงินอนาคต” คือเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เร็วๆ นี้ สามารถจัดสรรให้มีโอกาสเติบโตตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อช่วยรักษากำลังซื้อในระยะยาว
หัวใจสำคัญไม่ใช่ว่าแต่ละกระเป๋าต้องมีเท่าไรเท่ากัน แต่คือ อย่าให้เงินทำงานผิดหน้าที่ เงินที่อาจต้องใช้พรุ่งนี้ ไม่ควรไปอยู่ในที่ที่ถอนยากหรือผันผวนมาก ขณะเดียวกัน เงินที่ยังไม่ต้องใช้อีกหลายปี ก็ไม่จำเป็นต้องนอนนิ่งทั้งหมดเพียงเพราะกลัวความเสี่ยง แค่นี้ การจัดเงินหลังเกษียณก็เริ่มชัดขึ้นมากแล้ว
เงินฉุกเฉินที่หายเร็วที่สุด อาจไม่ใช่เพราะเราใช้
มีเหตุฉุกเฉินประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ได้เสมอ ทั้งที่ไม่ได้เกิดกับตัวเอง “พ่อแม่..ขอยืมเงินหน่อย” ลูกตกงาน ธุรกิจมีปัญหา หลานต้องใช้เงิน หรือครอบครัวมีเหตุเร่งด่วน
พ่อแม่จำนวนมากพร้อมช่วยทันที เพราะในสายตาพ่อแม่ ต่อให้ลูกอายุ 40 หรือ 50 ปี ลูกก็คือลูกอยู่ดี แต่ก่อนหยิบเงินฉุกเฉินของตัวเองออกไป ลองถามเพียงข้อเดียว “ถ้าเงินก้อนนี้ไม่ได้คืน เรายังอยู่ได้ไหม?” ถ้าคำตอบคือ “ไม่ได้” เงินก้อนนั้นอาจไม่ใช่เงินที่เราพร้อมให้ ช่วยลูกได้แต่ไม่ควรช่วยจนเงินสำหรับสุขภาพและชีวิตของตัวเองเหลือศูนย์ เพราะหากวันหนึ่งเราเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ คนที่ต้องกลับมารับภาระ อาจเป็นลูกคนเดิมที่เราเพิ่งช่วยไป
บางครั้ง การมีเงินดูแลตัวเองได้ ก็คือการช่วยลูกอย่างหนึ่ง และอย่านับวงเงิน เป็นเงินฉุกเฉิน มีอีกตัวเลขที่เห็นอยู่ในโทรศัพท์หรือบนแอปทุกวันแล้วอาจทำให้รู้สึกอุ่นใจ นั่นคือวงเงินบัตรเครดิต แต่ต้องแยกให้ชัดว่า วงเงินไม่ใช่เงินออม
บัตรเครดิตอาจช่วยบริหารจังหวะการจ่ายเงินได้ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะรายจ่ายจำเป็นที่ต้องชำระก่อน ขณะที่เงินของเราอยู่ระหว่างการจัดการ แต่ต้องมีเงินของตัวเองรองรับ และสามารถชำระเต็มจำนวนตามกำหนด จำ ง่ายๆ ให้ขึ้นใจ เพียงประโยคเดียว อย่าใช้ “วงเงินที่มี” แทน “เงินที่มี” เพราะหลังเกษียณ การสร้างหนี้เพื่อแก้เหตุฉุกเฉิน อาจทำให้ปัญหาวันนี้กลายเป็นรายจ่ายของเดือนต่อๆ ไป
เงินฉุกเฉินไม่ได้ซื้อผลตอบแทน แต่มันซื้อเวลา
ไม่มีคำตอบเดียวว่าอายุ 60 ต้องมีเงินฉุกเฉิน 100,000 บาท 300,000 บาท หรือ 1 ล้านบาท เริ่มจากค่าใช้จ่ายจริงของตัวเอง แล้วมองต่อไปถึงรายได้ประจำ สุขภาพ หนี้ ภาระครอบครัว และคนที่เรายังต้องดูแล จากนั้นถามตัวเองว่า
ถ้าพรุ่งนี้มีรายจ่ายก้อนหนึ่งที่ไม่ได้เตรียมไว้ เราจ่ายได้โดยไม่ต้องรีบขายทรัพย์สิน ไม่ต้องสร้างหนี้ใหม่ และไม่ต้องโทรหาลูกเพื่อบอกว่า ช่วยพ่อแม่หน่อย
ถ้าคำตอบคือ “ได้” เงินฉุกเฉินของเรากำลังทำหน้าที่ของมัน ถ้ายังตอบว่า “ไม่แน่” ก็เริ่มเติมได้ตั้งแต่วันนี้ ทีละน้อยก็ยังดีกว่าไม่มี เพราะเงินฉุกเฉินที่ดี ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ที่สุด แต่คือเงินก้อนที่ทำให้วันที่เกิดเรื่อง เรายังมีสิทธิเลือกว่าจะจัดการชีวิตอย่างไร
ไม่ต้องรีบขายอะไร ไม่ต้องรีบเป็นหนี้ และไม่ต้องรีบพึ่งใคร เพราะสิ่งที่เงินฉุกเฉินซื้อให้เรา ไม่ใช่ผลตอบแทน แต่คือ “เวลาในการตั้งหลัก” และ “อิสระในการตัดสินใจ” ซึ่งสองอย่างนี้ ยิ่งเราอายุมากขึ้น กลับยิ่งมีราคา
กระเบียดเกษียณ
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.