รฟท.เดินหน้าประสานเอกชนให้เข้ามาเดินรถแอร์พอร์ตลิ้งก์ต่อ ถึง ม.ค.70 จ่อเซ็น MOU ฉบับใหม่สัปดาห์หน้า ย้ำเอกชนต้องวางหลักประกันเดินรถ 533 ล้านบาท เตรียมแผนสำรองควบคู่ หากการเจรจาสัญญาเดิมไม่เป็นไปตามแผน ย้ำเป้าหมายสำคัญต้องไม่ให้บริการประชาชนสะดุด





18 ก.ย.2569-นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการให้บริการรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิ้งก์ว่า ภายหลังจากที่ รฟท. ได้แถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รฟท. ได้ประสานงานกับภาคเอกชนอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อให้เอกชนเข้ามาสนับสนุนการเดินรถ แอร์พอร์ตลิ้งก์ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2570 โดยขณะนี้ได้แจ้งเงื่อนไขไปยังภาคเอกชนแล้ว เหลือเพียงการหารือรายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับเงื่อนไขการเดินรถ ซึ่งจะยังคงยึดกรอบและเงื่อนไขเดิมที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เคยกำหนดไว้เป็นหลัก





นายอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้การเจรจาระหว่าง รฟท. กับเอกชนมีความคืบหน้าใกล้ได้ข้อยุติแล้ว และคาดว่าจะสามารถลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ฉบับใหม่ได้ภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า การให้บริการแอร์พอร์ตลิ้งก์จะยังคงเดินหน้าต่อไป โดย รฟท. และเอกชนคู่สัญญายังคงร่วมกันให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่วนเงื่อนไขการเดินรถนั้นยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดเรื่องค่าจ้างเดินรถเพิ่มเติม โดยจะใช้แนวทางเดิม คือ นำรายได้จากการให้บริการมาหักค่าใช้จ่ายตามหลักการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และดำเนินการภายใต้กรอบเดิมต่อไป





ขณะเดียวกัน รฟท. ได้เตรียมแผนสำรองควบคู่กันไป โดยมอบหมายให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ รฟฟท. ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ รฟท. เตรียมความพร้อมรองรับกรณีที่ต้องเข้ามาดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ โดยจะต้องเตรียมทั้งการตรวจสอบสภาพโครงสร้างทางรถไฟและตัวรถไฟ ตลอดจนการจัดเตรียมบุคลากรสำหรับการเดินรถให้มีความพร้อม






นายอนันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้เอกชนจะได้แจ้งความประสงค์ขอยุติสัญญาเข้ามาแล้ว แต่ในปัจจุบันสัญญาดังกล่าวยังคงมีผลอยู่ ดังนั้น รฟท. จำเป็นต้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องควบคู่กันไป โดยเฉพาะการรักษาสิทธิของภาครัฐอย่างเต็มที่เป็นลำดับแรก รวมถึงการพิจารณาข้อกฎหมายและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่เอกชนแจ้งขอยุติสัญญา





นายอนันต์ กล่าวว่า ส่วนกรณีหลักประกันตาม MOU เดิมที่เอกชนขอรับคืน หลักประกันสำหรับการสนับสนุนการเดินรถเดิมเป็นหลักประกันที่รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้สิทธิ์รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ด้วย แต่เมื่อเอกชนได้ยื่นเงื่อนไขและแจ้งความประสงค์ขอยุติสัญญาเข้ามาแล้ว ประเด็นดังกล่าวจึงต้องนำมาหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน โดยภายใต้เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง รฟท. และเอกชนสามารถเจรจากันได้ภายในระยะเวลา 60 วัน





สำหรับการให้เอกชนเข้ามาสนับสนุนการเดินรถต่อไปนั้น มติของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้วางหลักการไว้ว่า สามารถให้เอกชนเข้ามาดำเนินการเดินรถได้ แต่เอกชนจะต้องวางหลักประกันสำหรับการเดินรถ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการให้บริการจะดำเนินไปด้วยความปลอดภัยและมีหลักประกันรองรับภาระหน้าที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง





นายอนันต์ กล่าวว่า ในกรณีที่มีการจัดทำ MOU ฉบับใหม่ เอกชนจะนำหลักประกันฉบับใหม่เข้ามาวาง ขณะที่หลักประกันเดิมตาม MOU ฉบับเดิมจะเข้าสู่กระบวนการถอนคืนตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน โดยวงเงินหลักประกันใหม่อยู่ที่ประมาณ 533 ล้านบาท เป็นการคำนวณในสัดส่วนประมาณ 5% ของค่าใช้สิทธิ์ และย้ำว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ค่าใช้สิทธิ์ แต่เป็นหลักประกันเพื่อรองรับการเข้ามาสนับสนุนการเดินรถของเอกชน





สำหรับระยะเวลาของหลักประกันดังกล่าว จะครอบคลุมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน และการจัดทำหลักประกันใหม่นี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการลงนาม MOU ฉบับใหม่ โดยการคืนหลักประกันจะดำเนินการเมื่อ MOU สิ้นสุดลง หรือหากมีการขยายระยะเวลาการดำเนินงานออกไป ก็จะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาและเงื่อนไขที่คู่สัญญาจะตกลงกันในขั้นตอนต่อไป





นายอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ รฟท. ดำเนินการคู่ขนานกัน 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกคือการเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้การเดินรถแอร์พอร์ตลิ้งก์สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จ ส่วนเรื่องที่สองคือการพิจารณาสถานะของสัญญาเดิมว่า จะดำเนินการยุติสัญญาหรือมีแนวทางอย่างไรต่อไป โดย รฟท. จำเป็นต้องแยกทั้งสองประเด็นออกจากกัน เพื่อให้การบริหารจัดการการเดินรถและการดำเนินการด้านสัญญาเป็นไปอย่างเหมาะสม






สำหรับกำหนดการลงนาม MOU ฉบับใหม่นั้น เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถลงนามได้ประมาณสัปดาห์หน้า แต่ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของภาคเอกชน เนื่องจาก รฟท. ได้แจ้งเงื่อนไขและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องไปยังเอกชนอย่างเป็นทางการแล้ว รวมทั้งได้มีการหารือในเบื้องต้นเรียบร้อย ขณะนี้จึงอยู่ที่เอกชนจะต้องเร่งจัดทำและส่งรายละเอียดกลับมายัง รฟท. เมื่อเอกชนส่งรายละเอียดกลับมาและทั้งสองฝ่ายมีความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถดำเนินการลงนาม MOU ได้ทันที





ส่วนกรณีสัญญาเดิม หากมีการยุติสัญญา และประเด็นค่าใช้สิทธิ์ประมาณ 167 ล้านบาทนั้น เรื่องดังกล่าวต้องแยกออกจากประเด็นการเดินรถ โดยเงื่อนไขการเดินรถและเงื่อนไขเกี่ยวกับการสิ้นสุดสัญญาเป็นคนละส่วนกัน รฟท. จึงจำเป็นต้องพิจารณาแยกเป็น 2 เรื่องอย่างชัดเจน





อย่างไรก็ดี เมื่อเอกชนได้แจ้งความประสงค์ขอยุติสัญญาเข้ามาแล้ว รฟท. จะต้องบริหารจัดการความเสี่ยงของภาครัฐ โดยพิจารณาว่า การยุติสัญญาจะส่งผลกระทบต่อภาครัฐหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าภาครัฐมีสิทธิในการเลิกสัญญาตามกฎหมายและเงื่อนไขของสัญญาหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นขั้นตอนที่ รฟท. ต้องดำเนินการต่อไป ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

Contact to : xlf550402@gmail.com


Privacy Agreement

Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.