“เฉลิมพงศ์” สส.ภูเก็ต เผย กรณีด่านตรวจยา อส.อำเภอถลาง พบข้อมูล “บัญชีม้า” รับเงิน รัฐต้องสาวเส้นเงินถึงผู้รับผลประโยชน์





20 ก.ย.2569 – นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.จังหวัดภูเก็ต เชต 2 เปิดเผยว่า  “จากกรณีข้อร้องเรียนด่านตรวจยาเสพติดในพื้นที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่เรียกรับเงินจากผู้ถูกควบคุมตัวเพื่อแลกกับการปล่อยตัว วันนี้ผมมีข้อมูลใหม่ที่ทำให้เรื่องนี้ต้องถูกตรวจสอบให้ลึกกว่าเดิม นั่นคือ มีการกล่าวอ้างว่าในบางกรณี เงินไม่ได้ถูกจ่ายเป็นเงินสด แต่มีการโอนเข้าบัญชีที่ถูกระบุว่าเป็น “บัญชีม้า”

ผมมองว่าเรื่องนี้จึงไม่ควรจบอยู่แค่คำถามว่า “ใครเรียกเงิน” หรือ “เจ้าหน้าที่ชุดไหนปฏิบัติหน้าที่” แต่ต้องไปให้ถึง เส้นทางการเงิน ว่าเงินเข้าบัญชีใคร ใครเป็นผู้ใช้บัญชี ใครเป็นผู้สั่งการ และสุดท้ายเงินไปถึงมือใคร

ก่อนหน้านี้ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและนำข้อมูลออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ จนหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบ ล่าสุดจังหวัดภูเก็ตได้เปลี่ยนชุด อส. ที่ถูกร้องเรียนและแต่งตั้งชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะที่รัฐบาลสั่งให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และระบุว่าหากพบการกระทำผิดจะดำเนินการถึงที่สุด

แต่ผมยืนยันว่า เปลี่ยนคนอย่างเดียวไม่พอ ถ้ามีข้อมูลว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีม้าจริง สิ่งที่รัฐต้องทำคือไล่เส้นเงิน ตรวจสอบเจ้าของบัญชี ผู้ใช้งานจริง รายการโอน วันเวลา จำนวนเงิน รวมถึงการโอนต่อหรือถอนเงินออกจากบัญชี และตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เพราะบัญชีม้าอาจเป็นเพียง “ทางผ่าน” แต่คำถามสำคัญที่สุดคือ ใครเป็นคนได้ประโยชน์จากเงินก้อนนั้น

ผมจึงอยากให้การตรวจสอบครั้งนี้ไปไกลกว่าการตั้งกรรมการสอบตามขั้นตอนราชการ ต้องตรวจทั้งผู้ปฏิบัติ ผู้บังคับบัญชา ผู้สั่งการ และผู้ได้รับผลประโยชน์ และต้องดำเนินคดีอาญา หากพบว่ามีการใช้บัญชีของบุคคลอื่นรับเงินแทน ก็ต้องถามต่อว่าใครเป็นคนให้ใช้บัญชี และเงินถูกส่งต่อไปถึงใคร

เพราะประชาชนไม่ควรต้องเห็นภาพเดิมซ้ำ ๆ คือ เมื่อเกิดเรื่องก็ ย้ายคน ตั้งกรรมการสอบ แล้วรอให้กระแสข่าวเงียบ

ถ้ารัฐพูดว่าจะดำเนินการ “ถึงที่สุด” ผมอยากเห็นความหมายของคำนี้ชัดเจนว่า ถึงเส้นเงิน ไม่ใช่แค่ถึงตัวเจ้าหน้าที่ปลายแถวและเรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาของด่านตรวจแห่งหนึ่ง แต่สะท้อนคำถามทางการเมืองที่ใหญ่กว่านั้นว่า ระบบราชการและผู้มีอำนาจกำลังปกป้องประชาชน หรือกำลังปกป้องพวกเดียวกันเอง

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้ยินคำพูดเรื่องปราบปรามการทุจริตและการบังคับใช้กฎหมาย แต่บทพิสูจน์สำคัญคือ เมื่อข้อกล่าวหาพุ่งมาถึงคนของรัฐ รัฐกล้าตรวจสอบให้ถึงที่สุดหรือไม่

เพราะหากประชาชนมองเห็นแต่การเรียกรับผลประโยชน์ การเอื้อพวกพ้อง และเมื่อเกิดเรื่องก็จบด้วยการตั้งกรรมการสอบ ความเชื่อมั่นต่อรัฐก็ยิ่งถูกทำลาย

การเมืองที่ประชาชนไม่ต้องการ คือการเมืองที่คนมีอำนาจช่วยกันปกป้องคนของตัวเอง

นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่าหากการบริหารประเทศจะถูกผูกติดกับเครือข่ายอำนาจและระบบอุปถัมภ์จริง รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยการจัดการกับข้อร้องเรียนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนตั้งคำถามว่า เมื่อเป็นคนของฝ่ายตัวเองแล้ว จะมีการช่วยกันหรือไม่

ผมไม่ได้บอกว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นความจริง เพราะเรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่สิ่งที่รัฐต้องทำคือ ตรวจให้ถึงที่สุดและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนเห็น

หากเจ้าหน้าที่ทำผิด ต้องรับผิด
หากผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย ต้องตรวจสอบ หากมีผู้สั่งการ ต้องสาวให้ถึงและหากมีเงินไหลผ่านบัญชีม้า ต้องตามให้ถึงผู้รับผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นใคร สีไหน หรืออยู่ใกล้อำนาจแค่ไหน ผิดก็คือผิด และไม่มีตำแหน่งไหนควรอยู่เหนือการตรวจสอบ

วันนี้คำถามของประชาชนจึงไม่ใช่แค่ “ใครเรียกเงิน?” แต่คือ “เงินไปอยู่ที่ไหน และใครได้ประโยชน์?”

ผมขอให้จังหวัดภูเก็ต กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบคำถามนี้ให้ชัด เพราะถ้ารัฐสาวเส้นเงินไม่ถึงปลายทาง ต่อให้เปลี่ยนเจ้าหน้าที่อีกกี่ชุด ประชาชนก็ยังมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า ปัญหาถูกแก้จริง หรือเพียงแค่ย้ายปัญหาไปไว้ที่อื่น.







Contact to : xlf550402@gmail.com


Privacy Agreement

Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.