ตลาดหุ้นไทยปี 2569 คึกคัก มูลค่าซื้อขาย 173 วันแรกพุ่ง 63% แตะ 12.01 ล้านล้านบาท ต่างชาติพลิกซื้อสุทธิ 5.1 หมื่นล้านบาท สวนทางสถาบันในประเทศขายสุทธิ 8.1 หมื่นล้านบาท จับตาเงินทุนต่างชาติจะไหลต่อหรือไม่ ท่ามกลางโจทย์กำไรบริษัทจดทะเบียน เศรษฐกิจไทย และความเสี่ยงราคาพลังงาน
มูลค่าซื้อขายหุ้นไทยพุ่ง 63% แตะ 12 ล้านล้านบาท
"ฐานเศรษฐกิจ" สำรวจการซื้อขายตลาดหุ้นไทยปี 2569 พบว่า บรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนไปจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลสถิติการซื้อขายในช่วง 173 วันทำการแรกของปีนี้ (5 ม.ค.- 18 ก.ย.) มูลค่าซื้อขายรวมอยู่ที่ 12.01 ล้านล้านบาท เพิ่มจาก 7.37 ล้านล้านบาทเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2568 หรือราว 63% ส่วนมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันขยับจาก 42,573 ล้านบาท เป็น 69,414 ล้านบาท
นอกจากนี้ ระดับดัชนีก็ยกฐานขึ้นเช่นกัน โดยจุดปิดดัชนีสูงสุดในช่วงปี 2569 อยู่ที่ 1,652.97 จุด เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม สูงกว่าจุดปิดสูงสุดของช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้เพียง 1,390.88 จุด ขณะที่จุดปิดต่ำสุดของปีนี้อยู่ที่ 1,235.30 จุด เทียบกับ 1,062.78 จุดในปี 2568
ต่างชาติพลิกซื้อสุทธิ 5.1 หมื่นล้านบาท เงินทุนไหลกลับ 1.38 แสนล้าน
แรงเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่เม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ช่วงมกราคมถึง 18 กันยายน 2569 ต่างชาติซื้อสุทธิ 51,049.85 ล้านบาท เมื่อรวมยอดรายเดือนช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งขายสุทธิ 87,577.43 ล้านบาท เท่ากับทิศทางเงินทุนพลิกกลับถึงราว 138,627 ล้านบาท โดยเดือนกุมภาพันธ์และกรกฎาคม 2569 เป็นเดือนที่ซื้อสุทธิสูงถึง 54,471 ล้านบาท และ 48,760 ล้านบาท ตามลำดับ
สถิติข้อมูลการซื้อขายตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน ปี 2569
ทั้งนี้ เม็ดเงินทุนต่างชาติก็ไม่ได้ไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะเดือนมีนาคมขายสุทธิ 39,639 ล้านบาท และเดือนสิงหาคมขายสุทธิอีก 24,565 ล้านบาท ก่อนจะขายสุทธิเล็กน้อยในช่วง 1–18 กันยายน ภาพที่ได้จึงเป็น การกลับเข้ามาลงทุนพร้อมความผันผวน มากกว่าการซื้อหุ้นไทยทางเดียวตลอดปี
สถาบันในประเทศขาย 8.1 หมื่นล้านบาท
ในด้านนักลงทุนสถาบันในช่วง 173 วันทำการแรกปีนี้ขายสุทธิ 81,575 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 28,171 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 2,354 ล้านบาท ความต่างระหว่างแรงซื้อของต่างชาติกับแรงขายของสถาบันเป็นประเด็นที่ต้องจับตา หากต่างชาติชะลอซื้อ ตลาดจะต้องพึ่งแรงซื้อจากกลุ่มอื่นมากขึ้น
สถิติเม็ดเงินทุนต่างชาติในช่วงเดือนมกราคา-กันยายน 2569 เทียบ 2568
โลกเปลี่ยนเร็ว เงินทุนจึงเปลี่ยนทิศเร็ว
การฟื้นตัวของหุ้นไทยเกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีทั้งแรงหนุนและแรงกดดัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินในเดือนกรกฎาคมว่าเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัว 3.0% โดยความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI ช่วยหนุนบางประเทศ แต่ความขัดแย้งและต้นทุนพลังงานกดดันประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ตลาดการเงินจะปรับมูลค่าสินทรัพย์ใหม่
สำหรับหุ้นไทย ราคาน้ำมันเป็นตัวแปรสองด้าน หากสูงขึ้น บริษัทพลังงานต้นน้ำบางแห่งอาจได้ประโยชน์ แต่ต้นทุนเชื้อเพลิงและขนส่งของธุรกิจอื่น รวมถึงกำลังซื้อครัวเรือนอาจถูกกดดัน สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ ประเมินเมื่อเดือนกันยายนว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจเฉลี่ยใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในครึ่งหลังของปี 2569 จึงยังเป็นความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและต้นทุนธุรกิจ
หุ้นเทคโนโลยีโลกเป็นอีกตัวแปรที่ต้องมองอย่างระมัดระวัง เนื่องจากหุ้นเทคโนโลยีโลกปรับฐานในเดือนกรกฎาคม ท่ามกลางคำถามเรื่องความคุ้มค่าของเงินลงทุนด้าน AI แต่ผลกระทบต่อตลาดไทยในขณะนั้นค่อนข้างจำกัด เพราะตลาดมีองค์ประกอบหลายอุตสาหกรรม และด้วยความหลากหลายนี้อาจช่วยกระจายความเสี่ยงจากหุ้นเทคโนโลยีโลกได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของแรงซื้อต่างชาติ
แรงกดดันด้านเงินทุนยังไม่หมดไป วันที่ 16 กันยายน ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่กรอบ 3.75-4.00% เพื่อรับมือเงินเฟ้อที่ยังสูง ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์ จึงยังมีผลต่อความน่าสนใจของสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงหุ้นไทย
ความเชื่อมั่นไทยมีแรงหนุน แต่ต้องเห็นการลงทุนเกิดขึ้นจริง
ในประเทศ สัญญาณด้านการลงทุนช่วยรองรับความสนใจของผู้ลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ รายงานว่าโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรกปี 2569 มีมูลค่าราว 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน
โดยมีโครงการดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์เป็นแรงขับสำคัญ ตัวเลขนี้สะท้อนความสนใจลงทุนในไทย แต่ยังเป็นมูลค่าคำขอ ผู้ลงทุนในหุ้นต้องติดตามต่อว่าโครงการใดเริ่มก่อสร้าง จ้างงาน และสร้างรายได้ให้บริษัทจดทะเบียนได้จริง
ในทำนองเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐจะเป็นแรงหนุนตลาดได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับการเบิกจ่ายและการส่งผ่านไปสู่คำสั่งซื้อของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะงานก่อสร้าง โครงข่ายไฟฟ้า และกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการลงทุนใหม่ การประกาศวงเงินหรือแผนงานเพียงอย่างเดียวจึงยังใช้แทนผลประกอบการไม่ได้
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ภาพเศรษฐกิจที่มีทั้งโอกาสและข้อจำกัด โดยระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่า การส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI ดีกว่าคาด แต่เศรษฐกิจโดยรวมยังเติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง ประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านี้ส่งผ่านสู่เศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่การบริโภคอ่อนกว่าคาดและสินเชื่อ SMEs ยังหดตัว
ในแง่ราคาหุ้น ตลาดไทยมีจุดดึงดูดด้านเงินปันผล แต่ก็ต้องเทียบกับมูลค่าที่จ่าย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานอัตราเงินปันผลตอบแทนของ SET ที่ 4.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเอเชียที่ 2.8% ขณะเดียวกัน Forward P/E ของ SET อยู่ที่ 14.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียที่ 13.2 เท่า นักลงทุนจึงควรดูคุณภาพกำไรและความสามารถจ่ายปันผลของแต่ละบริษัทควบคู่กับราคา
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.