แฟ้มภาพ
ครม.นัดพิเศษ สั่ง 14 ข้อ รับมือน้ำท่วม-ย้ำไม่เหมือนปี 54 ยืนยัน 2-3 วัน กทม. คลี่คลาย หากฝนไม่ซ้ำ แนะรัฐ-เอกชน WFH จนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย เตือนภาคตะวันออก-กาญจนบุรี เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเปิดสายด่วน 1555 และ 1784 ให้ความช่วยเหลือ 24 ชม. พร้อมตั้งศูนย์ข่าวกลางแถลงทุก10 โมง
27 ก.ย.2569 – นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลายากลำบากของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีการประกาศภัยพิบัติไป 50 เขต รวมถึงประชาชนในอีก 25 จังหวัดที่กำลังเผชิญสถานการณ์ฝนตกหนัก มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วม และหลายแห่งเกิดน้ำท่วมแล้ว ที่ประชุม ครม. นัดพิเศษ จึงพิจารณาเรื่องสถานการณ์น้ำและมีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวม 14 ข้อ ดังนี้
1. ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือแก้ปัญหาและรับสถานการณ์ ให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อเนื่องทุกพื้นที่
2. ให้รวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำ และภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ แจ้งประชาชนทราบทันท่วงที โดย สทนช. และกรมชลประทาน เป็นหน่วยหลักติดตามสถานการณ์และการระบายน้ำ, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ กทม. เป็นหน่วยหลักแจ้งเตือนภัยและสนับสนุนการอพยพ, กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นหน่วยหลักให้ข้อมูลสภาพอากาศด้วยข้อความที่เข้าใจง่าย พร้อมให้ สทนช. ประสานงานร่วมกับมหาดไทยและจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ
3. มอบหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งสถานที่ราชการทุกแห่งอำนวยความสะดวกจัดสถานที่ให้ประชาชนนำยานพาหนะเข้าจอดฟรี
4. มอบหมายกระทรวงกลาโหมสนับสนุนรถบรรทุกทหารช่วยอพยพและเคลื่อนย้ายสิ่งของ และให้ทุกเหล่าทัพระดมทรัพยากรสนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน
5. ให้กรมบัญชีกลางพิจารณาขยายวงเงินช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยของ กทม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ว่าราชการจังหวัด ตามกฎหมายและระเบียบ
6. มอบหมาย ปภ. แจ้งเตือนและรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ประชาชนทราบเป็นระยะ
7. ให้กรมชลประทาน ปภ. กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความพร้อมของเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยบูรณาการการสูบระบายน้ำร่วมกับ กทม. ให้สอดคล้องกัน
8. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคตะวันออกติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที
9. ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และบริหารจัดการการปล่อยน้ำของเขื่อนให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงประชาชนท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ
10. ให้ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคลื่อนย้ายยานพาหนะออกจากถนน วางแผนการจราจรให้เหมาะสม ไม่ให้กระทบการเดินทาง และดูแลความปลอดภัยของบ้านพักประชาชน
11. ให้การประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค ตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตัดไฟฟ้า ซ่อมแซม และเตรียมเครื่องปั่นไฟให้พร้อม
12. ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องประสานงานช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง เตรียมศูนย์พักพิง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยา ถุงยังชีพ และเตรียมสถานพยาบาลรองรับผู้ป่วย
13. ให้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกัน โดยรายงานข้อมูลไปยังโฆษกรัฐบาล ผ่านสำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมร่วมมือกับกรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท จัดตั้งศูนย์แถลงข่าว
14. ให้สำนักงาน ก.พ. พิจารณามาตรการ Work from Home สำหรับหน่วยงานรัฐ และขอความร่วมมือภาคเอกชน Work from Home ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
นายเอกภพ กล่าวว่า รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC: Joint Information and Communication Center) เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพ ลดความสับสนของข้อมูล โดยจัดทำข้อมูลกลางส่งตรงถึงประชาชน และจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการทุกวัน เวลา 10.00 น. ผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT และแฟนเพจไทยคู่ฟ้า รวมถึงอัปเดตข้อมูลผ่านเพจตลอดทั้งวัน
ส่วนความกังวลว่าสถานการณ์จะเหมือนวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 หรือไม่นั้น นายเอกภพ ชี้แจงว่า มีความแตกต่างกัน โดยปี 2554 เกิดจากพายุซ้ำซ้อน 5 ลูก นำฝนตกหนักทางภาคเหนือและมีน้ำเหนือไหลซาลงมาตามทางสู่ภาคกลางและ กทม. แต่ครั้งนี้เกิดจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ทำให้ฝนตกหมุนวนครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคกลาง กทม. และปริมณฑล มี ปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน สูงสุดถึง 340 มิลลิเมตร คิดเป็นมวลน้ำ 248 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากที่สุดในรอบ 43 ปี นับตั้งแต่ปี 2526 ในขณะที่ศักยภาพการรับน้ำของ 4 เขื่อนหลักในปัจจุบันยังรองรับได้สูงถึง 7,260 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับการระบายน้ำ กทม. ได้เพิ่มเครื่องสูบน้ำและเดินเครื่องอุโมงค์ระบายน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสูบน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยความสามารถในการระบายน้ำเฉลี่ย 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คาดว่าหากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่ม สถานการณ์น้ำท่วมขังใน กทม. จะคลี่คลายภายใน 2-3 วัน เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำได้เคลื่อนตัวออกจาก กทม. ไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม. ยังมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
นอกจาก กทม. แล้ว ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนในภาคตะวันออกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอาจต้องเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบางคล้า อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา, อำเภอเมือง อำเภอองครักษ์ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก, อำเภอท่าใหม่ อำเภอนายายอาม อำเภอแก่งหางแมว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี และ อำเภอเมือง อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวรับฟังคำเตือน สังเกตปริมาณน้ำ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
“รัฐบาลเข้าใจดีถึงความยากลำบากและความกังวลของพี่น้อง เราจะไม่ปล่อยให้ทุกท่านเผชิญกับความยากลำบากในสถานการณ์แบบนี้เพียงลำพัง ทุกหน่วยงานกำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อนำความปลอดภัยและความเป็นอยู่ปกติกลับมาสู่ทุกท่านโดยเร็ว” นายเอกภพ กล่าว
โฆษกรัฐบาลกล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้ดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาได้ทันทีในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว โดยไม่ต้องรอให้น้ำลดพร้อมกันทั้งหมดในภาพรวม พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าข้อมูลที่สื่อสารผ่านช่องทางไทยคู่ฟ้าจะมีความแม่นยำ และหน่วยงานต่างๆ จะเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องประสบภัยเพียงลำพัง
สำหรับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในพื้นที่ กทม. สามารถติดต่อสายด่วน 1555 ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด ติดต่อสายด่วน ปภ. 1784 หรือติดตามข้อมูลได้ที่ศูนย์ JICC ผ่านแฟนเพจไทยคู่ฟ้า.
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.