ชื่อของ คริสตา เกล ไพก์ (Christa Gail Pike) กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังรัฐเทนเนสซีพยายามประหารชีวิตเธอด้วยการฉีดยาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 แต่ไพก์ยังมีชีวิตหลังได้รับยาเพนโทบาร์บิทัล 2 โดส ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาล กรมราชทัณฑ์รัฐเทนเนสซียืนยันว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการครบทุกขั้นตอนตามระเบียบ และระเบียบที่ใช้อยู่ไม่ได้กำหนดขั้นตอนเพิ่มเติมหากนักโทษยังมีชีวิตหลังให้ยาครบแล้ว
เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือคดีฆาตกรรมอายุเกิน 30 ปี ซึ่งเริ่มต้นขึ้นขณะที่ไพก์มีอายุเพียง 18 ปี และทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในผู้หญิงอายุน้อยที่สุดของสหรัฐฯ ยุคใหม่ที่ได้รับโทษประหารชีวิต
คริสตา ไพก์ คือใครคริสตา ไพก์ เกิดวันที่ 10 มีนาคม 1976 ปัจจุบันอายุ 50 ปี เติบโตในเมืองเบกลีย์ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย เอกสารทางกฎหมายของคดีระบุว่า ชีวิตในวัยเด็กของเธอเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง การละเลย และความรุนแรงภายในครอบครัว
รายงานจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ระบุว่า ไพก์เติบโตโดยมีพ่อแม่ที่ไม่สามารถดูแลเธอได้อย่างต่อเนื่อง คนที่เธอผูกพันมากที่สุดคือย่าฝ่ายพ่อ เมื่อย่าเสียชีวิตตอนที่ไพก์ยังเด็ก เธอเริ่มมีปัญหาด้านอารมณ์และเคยพยายามฆ่าตัวตาย
เธอยังรายงานต่อผู้เชี่ยวชาญว่าเคยถูกทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้ง รวมถึงมีปัญหาการใช้ยาเสพติดตั้งแต่วัยรุ่น เอกสารศาลภายหลังบันทึกการประเมินทางจิตเวชหลายชุด ทั้งภาวะซึมเศร้า PTSD และความผิดปกติด้านอารมณ์และบุคลิกภาพ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนไม่ได้ตรงกันทั้งหมด
ก่อนเกิดคดี ไพก์เคยอยู่ในศูนย์ประเมินเยาวชนและสอบเทียบวุฒิ GED ได้ หลังจากนั้นจึงสมัครเข้า Job Corps Center ในเมืองน็อกซ์วิลล์ รัฐเทนเนสซี โดยบอกผู้ประเมินว่าอยากฝึกอาชีพเพื่อทำงานด้านการพยาบาล
คดีฆาตกรรม คอลลีน สเลมเมอร์ที่ Job Corps ไพก์รู้จักกับ คอลลีน สเลมเมอร์ (Colleen Slemmer) นักเรียนวัย 19 ปี รวมถึง ทาดาริล ชิปป์ (Tadaryl Shipp) แฟนของไพก์ และ ชาดอลลา ปีเตอร์สัน (Shadolla Peterson) นักเรียนอีกคน
ตามคำพิพากษาของศาล ไพก์เชื่อว่าสเลมเมอร์กำลังพยายามเข้าหาแฟนของเธอ ก่อนเกิดเหตุวันที่ 12 มกราคม 1995 ไพก์ ชิปป์ และปีเตอร์สันพาสเลมเมอร์ออกจากศูนย์ไปยังพื้นที่เปลี่ยวใกล้วิทยาเขตเกษตรของมหาวิทยาลัยเทนเนสซี
สเลมเมอร์ถูกทำร้ายเป็นเวลานาน ก่อนเสียชีวิตจากการถูกของแข็งกระแทกศีรษะ เจ้าหน้าที่พบรอยรูปดาวห้าแฉกบนร่าง และต่อมาพบว่าไพก์นำชิ้นส่วนกะโหลกของผู้เสียชีวิตกลับออกมาจากจุดเกิดเหตุ หลักฐานชิ้นนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคดีที่ใช้ในการพิจารณา
ตำรวจจับไพก์หลังเกิดเหตุไม่นาน เธอยอมรับว่ามีส่วนในการฆาตกรรม ขณะที่ฝ่ายอัยการระบุว่าความหึงหวงเป็นแรงจูงใจหลักของคดี
ปี 1996 คณะลูกขุนใน Knox County ตัดสินให้ไพก์มีความผิดฐาน ฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ สมคบคิดฆาตกรรม
วันที่ 30 มีนาคม 1996 ไพก์ซึ่งขณะนั้นอายุ 20 ปี ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาฆาตกรรม ส่วนข้อหาสมคบคิดได้รับโทษจำคุกอีก 25 ปี ศาลฎีการัฐเทนเนสซีรับรองคำพิพากษาและโทษประหารในเวลาต่อมา
ชิปป์มีอายุ 17 ปีขณะเกิดเหตุ จึงไม่เข้าเกณฑ์รับโทษประหารและได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนปีเตอร์สันให้ความร่วมมือกับอัยการและได้รับโทษเบากว่าอย่างมาก
ความแตกต่างของบทลงโทษระหว่างทั้งสามคนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ทีมกฎหมายของไพก์นำมาใช้ในการต่อสู้เพื่อขอเปลี่ยนโทษในเวลาต่อมา
ก่อคดีอีกครั้งระหว่างอยู่ในเรือนจำชีวิตหลังถูกตัดสินประหารไม่ได้มีเพียงการต่อสู้ทางกฎหมาย
วันที่ 24 สิงหาคม 2001 ขณะถูกคุมขังที่ Tennessee Prison for Women ไพก์ใช้เชือกรองเท้ารัดคอ แพทริเซีย โจนส์ (Patricia Jones) นักโทษหญิงอีกคนจนหมดสติ ก่อนเจ้าหน้าที่เข้าห้ามไว้ได้
ศาลตัดสินว่าเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพิ่มโทษจำคุก 25 ปี โดยให้รับโทษไปพร้อมกับโทษเดิม
คดีนี้ถูกนำกลับมาอ้างถึงหลายครั้งในการพิจารณาคำร้องต่าง ๆ ของไพก์ เพราะแสดงให้เห็นว่าเธอยังก่อเหตุรุนแรงหลังเข้าเรือนจำแล้ว
เคยมีแผนพาหนีออกจากคุกปี 2012 กรมราชทัณฑ์รัฐเทนเนสซีและสำนักงานสอบสวนรัฐเทนเนสซีเปิดเผยว่า สามารถสกัดแผนช่วยไพก์หลบหนีออกจากเรือนจำได้
ผู้ถูกดำเนินคดีคือ จัสติน เฮฟลิน อดีตเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และ โดนัลด์ โคฮัต ชายที่รู้จักกับไพก์และเดินทางมาเยี่ยมเธอเป็นประจำ เจ้าหน้าที่ระบุว่าการสอบสวนพบหลักฐานเกี่ยวกับแผนช่วยไพก์หลบหนี ก่อนจับกุมทั้งสองคน อย่างไรก็ตาม ไพก์ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมจากแผนนี้
หลังคำพิพากษา ไพก์ใช้กระบวนการอุทธรณ์และยื่นคำร้องหลังคำพิพากษาหลายรอบ
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการทำงานของทนายชุดแรก ฝ่ายที่ขอให้ลดโทษระบุว่า ทนายที่รัฐแต่งตั้งไม่มีประสบการณ์คดีประหารชีวิตมาก่อน และไม่ได้เสนอประวัติความรุนแรง การถูกล่วงละเมิด และปัญหาสุขภาพจิตของไพก์ต่อคณะลูกขุนอย่างครบถ้วนในช่วงพิจารณาโทษ
เอกสารศาลในคดีหลังคำพิพากษายืนยันว่า ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการถูกละเลย ความรุนแรงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศ และปัญหาทางจิตเวชในวัยเด็กของไพก์ แต่ศาลตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้เพิกถอนโทษประหาร
ก่อนวันประหารในปี 2026 ทีมทนายขอให้เปลี่ยนโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์พักโทษ โดยย้ำว่าไพก์อายุเพียง 18 ปีตอนก่อเหตุ และความเข้าใจทางการแพทย์เกี่ยวกับพัฒนาการสมองของวัยรุ่นเปลี่ยนไปมากจากช่วงกลางทศวรรษ 1990
ฝ่ายทนายยังระบุว่าไพก์ได้รับการวินิจฉัยโรคไบโพลาร์และ PTSD และประวัติการถูกล่วงละเมิดในวัยเด็กไม่ได้ถูกนำเสนออย่างเพียงพอในคดีเดิม ขณะที่ครอบครัวของคอลลีน สเลมเมอร์สนับสนุนให้บังคับโทษตามคำพิพากษา โดยแม่ของสเลมเมอร์ให้เหตุผลว่าครอบครัวรอความยุติธรรมมานานหลายสิบปี
ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2569 ไพก์เป็น ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่อยู่บนแดนประหารของรัฐเทนเนสซี และหากการประหารสำเร็จ เธอจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่รัฐประหารในรอบกว่า 200 ปี
บิล ลี ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซีปฏิเสธคำร้องขอลดโทษ หลังจากนั้นการต่อสู้ทางกฎหมายดำเนินไปจนถึงศาลฎีกาสหรัฐฯ ก่อนรัฐเดินหน้าฉีดยาเพนโทบาร์บิทัลในคืนวันที่ 30 กันยายน
เจ้าหน้าที่ให้ยาตามขั้นตอนถึง 2 ครั้ง แต่ไพก์ยังมีชีพจรและหายใจอยู่ จึงไม่สามารถประกาศการเสียชีวิตได้ สุดท้ายเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภายนอกเรือนจำ กรมราชทัณฑ์รัฐเทนเนสซียืนยันอย่างเป็นทางการว่าเธอยังต้องถูกส่งไปรักษาที่สถานพยาบาลหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนตามระเบียบ
เหตุนี้ทำให้คำถามเกี่ยวกับชีวิตของคริสตา ไพก์เปลี่ยนจาก “รัฐจะประหารเธอหรือไม่” มาเป็น “รัฐจะจัดการกับโทษที่ยังมีผลอยู่ต่อไปอย่างไร”
ปัจจุบันโทษประหารของไพก์ ยังไม่ได้ถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนเป็นโทษอื่น การประหารวันที่ 30 กันยายนเพียงไม่สามารถทำให้เสร็จสิ้นตามคำพิพากษา ขณะที่รัฐบาลรัฐเทนเนสซีต้องตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนตัดสินใจเรื่องขั้นตอนต่อไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิงContact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.