กบฏฮูตีโจมตีสนามบินริยาด พบผู้เสียชีวิต 12 ศพ บาดเจ็บ 309 ราย พันธมิตรซาอุฯ ประณามอาชญากรรมสงคราม สั่งระงับเที่ยวบินทั้งหมด

เกิดเหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และบาดเจ็บอีก 309 ราย โดยทางการได้สั่งระงับการปฏิบัติงานทั้งหมดภายในสนามบินและกำลังเร่งประเมินความเสียหาย

สำนักงานการบินพลเรือนซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า ผู้บาดเจ็บบางส่วนมีอาการสาหัส พร้อมเปิดเผยสัญชาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 12 ราย ประกอบด้วย ชาวซาอุดีอาระเบีย 4 ราย, ชาวบังกลาเทศ 2 ราย และชาวอเมริกัน จอร์แดน ปาเลสไตน์ ซีเรีย ซูดาน และอียิปต์ ชาติละ 1 ราย


ผู้เห็นเหตุการณ์บริเวณอาคารผู้โดยสารภายในประเทศเล่าว่า จุดที่ถูกโจมตีคือบริเวณประตูทางออก (Gate) 401 ทำให้ผู้คนในบริเวณนั้นแตกตื่นและวิ่งหนีตายเอาชีวิตรอด ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างอิงพยานว่า มีรถพยาบาลหลายสิบคันเร่งระดมกำลังเข้าไปยังพื้นที่สนามบิน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar ระบุว่า เที่ยวบินทั้งหมดที่มุ่งหน้าสู่กรุงริยาดต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือถูกยกเลิก ขณะที่สายการบินในแถบอ่าวอาหรับหลายแห่ง รวมถึง คูเวตแอร์เวย์ส ประกาศยกเลิกเที่ยวบินเข้า-ออกสนามบินแห่งนี้ โดยระบุเหตุผลเรื่องความปลอดภัย

พล.ต.ตอร์กี อัล-มาลิกี โฆษกกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ออกมากล่าวโทษกลุ่มกบฏฮูตี โดยระบุว่าการโจมตีอาคารผู้โดยสารจนมีพลเรือนและเจ้าหน้าที่สนามบินเสียชีวิต ถือเป็น “อาชญากรรมสงครามเต็มรูปแบบ” และประกาศจะทำการตอบโต้


ด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาประณามเหตุการณ์นี้อย่างรุนแรง พร้อมยืนยันว่ามีพลเมืองอเมริกันเสียชีวิตจากการโจมตี ขณะเดียวกันสถานทูตชาติตะวันตกในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ได้ออกประกาศเตือนให้พลเมืองของตนหลีกเลี่ยงพื้นที่สนามบินจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปลอดภัย


การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงที่ยกระดับขึ้น โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองกำลังพันธมิตรรายงานว่ามีวัตถุระเบิดตกใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติคิงฟาฮัด ในเมืองดัมมาม ทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน ทางการเพิ่งยืนยันว่ามีชาวซาอุฯ เสียชีวิต 3 ราย (หนึ่งในนั้นเป็นนักบิน) จากการโจมตีสนามบินริยาด 2 ครั้งโดยกลุ่มฮูตีที่อิหร่านหนุนหลัง และย้อนไปเมื่อวันที่ 6 และ 7 ตุลาคม ก็เกิดเหตุโจมตีสนามบิน 2 แห่งในซาอุดีอาระเบีย จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

เหตุรุนแรงระลอกใหม่เป็นผลพวงจากความขัดแย้งระหว่างกองกำลังรัฐบาลเยเมน (ที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุน) กับกลุ่มกบฏฮูตี (ที่ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมน) กลุ่มฮูตีอ้างว่าการพุ่งเป้าโจมตีซาอุดีอาระเบียเป็นการตอบโต้ที่ซาอุฯ ปิดล้อมเยเมนมานานหลายปี รวมถึงตอบโต้การโจมตีทางอากาศใส่สนามบินในกรุงซานาซึ่งฮูตีครอบครองอยู่


ความขัดแย้งยิ่งบานปลายเมื่อกลุ่มฮูตีประกาศ “คว่ำบาตรทางทะเล” ต่อซาอุดีอาระเบีย และเปิดฉากใช้ขีปนาวุธรวมถึงโดรนโจมตีสนามบิน แหล่งน้ำมัน และเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง หลังจากที่พวกเขาบุกยึดชายฝั่งทะเลแดงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงท่าเรือโมคา บริเวณช่องแคบบับอัลมันดับ อันเป็นจุดที่แคบที่สุดของทะเลแดงและเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก แม้ล่าสุดกองกำลังสนับสนุนรัฐบาลเยเมนจะออกมาเปิดเผยว่าสามารถควบคุมพื้นที่ช่องแคบฝั่งใต้ของทะเลแดงได้แล้วก็ตาม

ทั้งนี้ กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียก่อตั้งขึ้นในปี 2558 เพื่อสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มฮูตียึดอำนาจจากรัฐบาลเยเมน แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในปี 2565 แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็เริ่มพังทลายลงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สงครามทางอากาศและภาคพื้นดินที่ยืดเยื้อมานานหลายปีส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับแสนคน และทำให้เยเมนต้องเผชิญกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลก

ข้อมูลจาก : bbc

Contact to : xlf550402@gmail.com


Privacy Agreement

Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.