คณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ DPU จับมือ 2 คลินิกแพทย์แผนไทย ขยายแหล่งฝึกเคสจริง เสริมศักยภาพนักศึกษาสู่การทำงานวิชาชีพ

คณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับยาอารีคลินิกการแพทย์ไทย และอัฏฐเวช คลินิกการแพทย์แผนไทย เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ เพื่อขยายเครือข่ายแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะจากสถานการณ์จริงภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ ครอบคลุมด้านผดุงครรภ์ไทย เวชกรรมไทย และเภสัชกรรมไทย พร้อมเตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่วิชาชีพ

การลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ผศ.พท.ป.ชวภณ พุ่มพงษ์ รักษาการคณบดีคณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ พร้อมด้วย พท.ยาอารี กะหมายสม อาจารย์แพทย์แผนไทย ก. ในฐานะเจ้าของยาอารีคลินิกการแพทย์ไทย และ พท.วชิรวิทย์ จวนสวัสดิ์ อาจารย์พิเศษแพทย์แผนไทย ก. ในฐานะเจ้าของอัฏฐเวช คลินิกการแพทย์แผนไทย ร่วมลงนาม เพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งฝึกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงอย่างเป็นระบบ

ผศ.พท.ป.ชวภณ พุ่มพงษ์ รักษาการคณบดีคณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อขยายเครือข่ายพันธมิตรและเพิ่มแหล่งฝึกประสบการณ์ให้แก่นักศึกษา โดยทางคณะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกแหล่งฝึกที่มีคุณภาพ สามารถเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พบผู้รับบริการจริง เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริง และได้ฝึกปฏิบัติในงานที่มีความเฉพาะด้านของวิชาชีพการแพทย์แผนไทย

สถานที่ฝึกงานที่เหมาะสมจะสามารถรองรับการเรียนรู้ในศาสตร์การแพทย์แผนไทยแต่ละด้านได้อย่างครบถ้วน เช่น ด้านผดุงครรภ์ไทย ต้องมีการดูแลมารดาหลังคลอดและทารกอย่างเป็นระบบ ขณะที่แหล่งฝึกด้านเวชกรรมไทยและเภสัชกรรมไทยควรมีผู้ป่วยจริงที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs โรคเรื้อรัง รวมถึงกรณีที่มีความซับซ้อน เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การตรวจ วินิจฉัย การใช้ยา และการดูแลผู้ป่วยภายใต้การกำกับของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีประสบการณ์

ผศ.พท.ป.ชวภณ กล่าวว่า แหล่งฝึกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการแพทย์แผนไทยและสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาได้อย่างจริงจังยังมีจำนวนไม่มาก การได้พันธมิตรเพิ่มอีก 2 แห่งในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดี เพราะเป็นคลินิกที่ได้รับความไว้วางใจจากชุมชนและมีประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการในด้านที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานจริงในบริบทของพื้นที่

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งรองรับการฝึกปฏิบัติของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เป็นหลัก โดยนักศึกษาจะมีโอกาสลงมือปฏิบัติจริงกับผู้รับบริการภายใต้การดูแลของอาจารย์หรือพี่เลี้ยงจากแหล่งฝึก ต่างจากบางสถานที่ที่นักศึกษาอาจได้เพียงสังเกตการณ์หรือช่วยงานทั่วไป การมี MOU ทำให้คณะสามารถกำหนดแนวทางการฝึกที่ชัดเจน และเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะที่ตรงกับวิชาชีพมากขึ้น

“สิ่งที่เราอยากให้นักศึกษาได้รับคือประสบการณ์จากของจริง ทั้งการพบผู้ป่วยจริง การได้ลงมือปฏิบัติจริง และการเรียนรู้จากพี่เลี้ยงที่มีความเชี่ยวชาญ เพราะการฝึกงานที่ดีควรทำให้นักศึกษาเข้าใจการทำงานมากกว่าการไปอยู่ในสถานที่ฝึกเพียงอย่างเดียว เมื่อได้สัมผัสกระบวนการทำงานจริง นักศึกษาจะเห็นทั้งวิธีคิด วิธีแก้ปัญหา และมาตรฐานในการดูแลผู้รับบริการ” ผศ.พท.ป.ชวภณ กล่าว

นอกจากประสบการณ์ฝึกงานแล้ว ความร่วมมือกับสถานประกอบการยังสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสด้านการทำงานหลังสำเร็จการศึกษา หากพันธมิตรมีความต้องการรับแพทย์แผนไทย ผู้ช่วยแพทย์ หรือบุคลากรในส่วนที่เกี่ยวข้อง นักศึกษาของ DPU ที่เคยผ่านการฝึกและได้รับการประเมินจากสถานประกอบการก็มีโอกาสได้รับการพิจารณาเข้าทำงานต่อ เพราะนายจ้างได้เห็นทักษะ วิธีการทำงาน และศักยภาพของนักศึกษาระหว่างการฝึกมาแล้ว

ผศ.พท.ป.ชวภณ กล่าวต่อว่า ในระยะต่อไปคณะมีแผนขยายเครือข่ายจากพันธมิตร 2 แห่งในปัจจุบันให้ครอบคลุมศาสตร์การแพทย์แผนไทยทั้ง 4 ด้าน พร้อมเชื่อมความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสุขภาพ นวัตกรรม และสมุนไพรไทย โดยเฉพาะโรงงานยาและบริษัทที่มีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มทั้งแหล่งฝึก ประสบการณ์ทางธุรกิจ และโอกาสในการทำงานให้แก่นักศึกษาหลังสำเร็จการศึกษา

การสร้างเครือข่ายดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ที่มุ่งให้นักศึกษาเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดงานและมีเส้นทางอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น โดยส่งเสริมให้แต่ละคณะสร้างพันธมิตรกับองค์กรภายนอกที่สามารถสนับสนุนการเรียนรู้ การฝึกประสบการณ์ และการจ้างงานได้จริง

ด้าน พท.ยาอารี กะหมายสม อาจารย์แพทย์แผนไทย ก. ในฐานะเจ้าของยาอารีคลินิกการแพทย์ไทย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เกิดจากการได้รับเชิญให้เข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการดูแลมารดาหลังคลอดและศาสตร์ผดุงครรภ์ไทยแก่นักศึกษา โดยเฉพาะองค์ความรู้แบบดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ไฟ การดูแลสุขภาพสตรี และการประเมินตำแหน่งของมดลูกตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นองค์ความรู้เฉพาะทางที่ปัจจุบันมีโอกาสเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงค่อนข้างจำกัด

การถ่ายทอดความรู้จึงออกแบบให้ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกสมุนไพร การเลือกวัตถุดิบ การเตรียมวัตถุดิบ ไปจนถึงการฝึกปฏิบัติและประเมินผลหลังการดูแล เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจกระบวนการทำงานอย่างครบถ้วน โดยตลอดหลายรุ่นที่ผ่านมา นักศึกษาที่ผ่านการเรียนรู้ได้นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ต่อ ทั้งในสถานพยาบาลและคลินิกของตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การพัฒนาความร่วมมืออย่างเป็นทางการในรูปแบบ MOU

พท.ยาอารี กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ยาอารีคลินิกการแพทย์ไทยจะเป็นอีกหนึ่งแหล่งฝึกสำหรับนักศึกษา เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้จากผู้รับบริการจริง โดยเฉพาะการดูแลมารดาหลังคลอด ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ทักษะ และความละเอียดอ่อนในการปฏิบัติงาน นักศึกษาจะได้ฝึกตั้งแต่การเตรียมสมุนไพร การปฏิบัติจริง ไปจนถึงการประเมินผลภายใต้การดูแลของผู้มีประสบการณ์

“นักศึกษาของ DPU มีพื้นฐานด้านสมุนไพรและเภสัชกรรมไทยค่อนข้างดี เมื่อเข้ามาฝึกจริงจึงสามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมกับประสบการณ์หน้างานได้เร็ว หน้าที่ของเราคือช่วยเติมรายละเอียด วิธีปฏิบัติ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากเคสจริง เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจการทำงานในวิชาชีพมากขึ้น” พท.ยาอารี กล่าว

พท.ยาอารี กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของความร่วมมือคือให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างถูกต้องและมีความเป็นมืออาชีพ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วควรมีความพร้อมในการทำงานจริง ไม่ว่าจะเลือกทำงานในโรงพยาบาล คลินิก หรือพัฒนาสถานประกอบการของตนเอง โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกจากสถานการณ์จริงและสร้างความมั่นใจก่อนเข้าสู่การทำงานในวิชาชีพ

ขณะที่ พท.วชิรวิทย์ จวนสวัสดิ์ อาจารย์พิเศษแพทย์แผนไทย ก. ในฐานะเจ้าของอัฏฐเวช คลินิกการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยให้การฝึกประสบการณ์ของนักศึกษามีความต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น โดยอัฏฐเวช คลินิกการแพทย์แผนไทยจะทำหน้าที่เป็นแหล่งฝึกที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ทั้งด้านเภสัชกรรมไทยและเวชกรรมไทย ตั้งแต่การทบทวนความรู้เรื่องสมุนไพรและสรรพคุณของเครื่องยา การคัดเลือกและเตรียมวัตถุดิบ การปรุงยาเฉพาะตำรับ ไปจนถึงการซักประวัติ ตรวจ วิเคราะห์ และประเมินอาการของผู้รับบริการจริง

“วิชาแพทย์เป็นเรื่องของการปฏิบัติ นักศึกษาอาจมีความรู้จากตำราและตอบคำถามได้ แต่เมื่อเจอผู้ป่วยจริงจะต้องสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะอาการ และตัดสินใจว่าจะดูแลอย่างไร การฝึกกับเคสจริงจึงช่วยให้นักศึกษาเชื่อมความรู้ที่เรียนมากับการทำงาน และสร้างความมั่นใจก่อนเข้าสู่วิชาชีพ” พท.วชิรวิทย์ กล่าว

นอกจากการฝึกกับผู้รับบริการแล้ว นักศึกษายังได้เรียนรู้รายละเอียดที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริง เช่น คุณภาพของวัตถุดิบ วิธีเก็บรักษายา ความแตกต่างของกระบวนการปรุงยา และการปรับตำรับเมื่อมีข้อจำกัดด้านเครื่องยา รวมถึงการสังเกตว่าความผิดปกติของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์กับภาวะทางร่างกายหรือจิตใจอย่างไร ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ประสบการณ์ และการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

พท.วชิรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการร่วมสอนนักศึกษามาตั้งแต่รุ่นแรก ทำให้เห็นพัฒนาการและศักยภาพของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง หลายคนสำเร็จการศึกษาและก้าวเข้าสู่วิชาชีพ เปิดคลินิก หรือมีบทบาทในองค์กรวิชาชีพ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของผู้สอน โดยคาดหวังว่านักศึกษาที่เข้าฝึกจะพัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพ ความสามารถในการดูแลผู้ป่วย และความรับผิดชอบของความเป็นแพทย์แผนไทย เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริงและดูแลผู้รับบริการด้วยความจริงใจ

สำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับคณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-integrative-oriental-medicine

Contact to : xlf550402@gmail.com


Privacy Agreement

Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.