เจฟฟรีย์ ฮินตัน นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์วัย 78 ปี เจ้าของรางวัลโนเบล ผู้ได้รับฉายาว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกมาเปิดใจกับสื่อ เดอะ การ์เดียน เตือนว่า มนุษยชาติอาจจะมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้หากไม่เคยคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีเอไอขึ้นมาเลย พร้อมประเมินว่าเทคโนโลยีนี้กำลังจะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ภายในปีนี้หรือปีหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบไฟฟ้าหรือระบบการเงินล่มสลายชั่วคราว
ฮินตันเป็นผู้วางรากฐานงานวิจัยด้านโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Networks) มาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และทำงานด้านนี้มานานกว่า 44 ปี ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากกูเกิลในปี 2023 เพื่อออกมาพูดถึงความเสี่ยงของเอไออย่างอิสระ
เขาอธิบายว่าตนเองไม่ใช่พวกมองโลกในแง่ร้ายสุดโต่ง และยังเชื่อว่าเอไอมีศักยภาพที่จะนำพาโลกไปสู่อนาคตที่ยอดเยี่ยมได้ แต่ภายในเวลา 10 ปีข้างหน้า หรืออาจเร็วกว่านั้น มนุษย์จะได้รู้คำตอบว่าเราจะสามารถจัดการความเสี่ยงเหล่านี้เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลได้หรือไม่ หากล้มเหลว สังคมจะต้องเผชิญกับช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ถ่างกว้าง ปัญหาการว่างงานระดับวิกฤต จนถึงขั้นที่โครงสร้างสังคมถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนการฉายสารคดีเรื่องใหม่ AI: Probably Nothing to Worry About ซึ่งมีฮินตันและ เดมิส ฮัสซาบิส อดีตเพื่อนร่วมงานที่กูเกิลร่วมปรากฏตัว ฮินตันระบุว่าเขารู้สึกเป็นหน้าที่ที่จะต้องใช้ชื่อเสียงทั้งหมดที่มีมาตลอดชีวิตเป็นกระบอกเสียงเตือนภัยเรื่องนี้
เจ้าพ่อเอไอยังพุ่งเป้าโจมตีบรรดาผู้นำบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เร่งปล่อยโมเดลเอไอที่ทรงพลังออกมาแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างไม่ลดละ เขาบอกตรงๆ ว่าไม่ไว้ใจ แซม อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI เลยแม้แต่น้อย ทั้งยังแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, อีลอน มัสก์ และ แซม อัลท์แมน ต่างเข้าใจถึงความเสี่ยงเหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่พวกเขาไม่แคร์อะไรทั้งนั้น เพราะเห็นแก่เม็ดเงินมากกว่า ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งที่คนอย่างอัลท์แมนกุมบังเหียนบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ที่กำลังขับเคี่ยวกับจีนเพื่อสร้างเอไอที่ทรงพลังที่สุด
ฮินตันเปรียบเทียบเหตุการณ์เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งเอไอของ OpenAI สมคบคิดกันเจาะระบบเว็บไซต์ Hugging Face ว่าเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยระดับเดียวกับอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอแลนด์รั่วไหลบางส่วนเมื่อปี 1979 พร้อมฟันธงว่าไม่ช่วงปลายปีนี้ก็ปีหน้า โลกจะได้เห็นหายนะระดับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลอย่างแน่นอน
ภัยพิบัติระดับเชอร์โนบิลในความหมายของฮินตัน ไม่ใช่การเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ แต่เป็นการโจมตีด้วยเอไอที่พุ่งเป้าถล่มระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจนเกิดไฟดับเป็นวงกว้าง หรือทำให้ระบบการเงินการธนาคารล่มสลายนานเป็นสัปดาห์
แม้โลกจะฟื้นตัวจากเหตุการณ์นั้นได้ แต่มันจะรุนแรงมากพอที่จะปลุกให้บรรดาผู้นำโลกตื่นตัวและหันมาให้ความสนใจอย่างจริงจัง ยกเว้นเพียงแค่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ปฏิเสธแผนการควบคุมเอไอระดับโลก เพราะต้องการให้บริษัทเอกชนกำกับดูแลกันเอง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันกับจีน
ปัจจุบัน ฮินตันสนับสนุนแผนควบคุมที่เข้มงวดซึ่งได้รับการรับรองจากประธานาธิบดีฟินแลนด์และอีก 32 ประเทศ เช่น สิงคโปร์ เยอรมนี แคนาดา และออสเตรเลีย ที่กำหนดให้ต้องมีการทดสอบโมเดลเอไอขั้นสูงอย่างเป็นทางการ มีองค์กรอิสระเข้ามาประเมินผล และสร้างมาตรฐานร่วมกันระหว่างรัฐบาล ขณะที่ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เตรียมใช้ตำแหน่งประธานกลุ่ม G20 ของอังกฤษในปีหน้า ผลักดันข้อตกลงมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกร่วมกัน
ฮินตันเสนอแนะว่า โลกจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่มีลักษณะเดียวกับองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) เพื่อบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีต้องแสดงหลักฐานทางสถิติที่ชัดเจนต่อองค์กรอิสระว่า โมเดลเอไอที่จะปล่อยออกมานั้นมีประโยชน์มากกว่าโทษ เขาเปรียบเทียบกับโศกนาฏกรรมยาธาลิโดไมด์ในยุค 1950 ที่ทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการปล่อยสินค้าออกมาก่อนแล้วค่อยตามฟ้องร้องทีหลังเป็นวิธีที่ผิดมหันต์ แต่กลุ่มบิ๊กเทคในปัจจุบันกลับกำลังใช้วิธีคิดแบบเดียวกันนั้นกับเอไอ
แม้บทบาทผู้ให้กำเนิดเอไอจะทำให้เขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับ โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ บิดาแห่งระเบิดปรมาณู ถึงขั้นที่เพื่อนซื้อหมวกทรงออปเพนไฮเมอร์มาให้ แต่ฮินตันยืนกรานว่าเขาไม่ใช่คนแบบนั้น เพราะยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายพันคนที่ร่วมกันพัฒนาโครงข่ายประสาทเทียม อย่างไรก็ตาม ลึกๆ แล้วเขายังคงมีความหวังว่ามนุษย์จะสามารถหลีกเลี่ยงหายนะได้ โดยเชื่อว่าปัจจุบันเรายังพอควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ หากทุกฝ่ายยอมทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจัดการปัญหานี้ร่วมกัน
ข้อมูลอ้างอิง
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.