ในสถานการณ์ที่การผลิตและลงทุนทั่วโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง สงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเทคโนโลยี และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน บีบให้บริษัทข้ามชาติกลับมาทบทวนว่า โรงงานแห่งต่อไป ศูนย์ข้อมูลแห่งต่อไป หรือฐานส่งออกแห่งต่อไป ควรตั้งอยู่ที่ไหน
โจทย์ของทุกประเทศในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการเสนอภาษีต่ำกว่า แต่อยู่ที่ใครมีเสถียรภาพเพียงพอ มีไฟฟ้า มีแรงงาน มีท่าเรือ สนามบิน ระบบโลจิสติกส์ ซัพพลายเออร์ และสามารถส่งสินค้าต่อไปยังตลาดโลกได้โดยไม่สะดุด
ท่ามกลางการแข่งขันนั้น ประเทศไทยกำลังมีสัญญาณบางอย่างที่น่าจับตา
ตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 1,954 โครงการ เงินลงทุนรวม 1.707 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ที่สำคัญ เม็ดเงินรอบนี้ไม่ได้กระจุกอยู่กับโรงงานแบบเดิมเท่านั้น อุตสาหกรรมดิจิทัลขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่ากว่า 1.17 ล้านล้านบาท ตามด้วยอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าราว 189,370 ล้านบาท สอดรับกับการย้ายฐานของห่วงโซ่ AI เซมิคอนดักเตอร์ Data Center และ Cloud ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
นี่เป็นภาพที่ต่างจากช่วงหลายปีก่อน ซึ่งคำถามใหญ่ของไทยมักวนอยู่กับเรื่อง “จะดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาได้หรือไม่”
วันนี้คำถามอาจเริ่มเปลี่ยนเป็น “จะทำอย่างไรให้เงินที่ประกาศลงทุน ลงทุนจริงเร็วที่สุด และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้มากที่สุด”
จังหวะเดียวกัน ประเทศไทยเพิ่งผ่านบททดสอบใหญ่ในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ซึ่งนำรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน บริษัทเอกชน และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกมารวมตัวที่กรุงเทพฯ
IMF เองอธิบายการกลับมาจัดประชุมที่กรุงเทพฯ หลังจากไทยเคยเป็นเจ้าภาพครั้งก่อนในปี 1991 ว่า สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะจุดเชื่อมระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนความก้าวหน้าทางสถาบันและความสัมพันธ์กับประชาคมระหว่างประเทศ
สำหรับรัฐบาลอนุทิน เวทีดังกล่าวจึงมีความหมายมากกว่าเรื่องการจัดงาน
มันคือโอกาสเอาประเทศไทยกลับไปอยู่ใน “เรดาร์” ของผู้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องเงินทุนโลก ในช่วงเดียวกับที่บริษัทข้ามชาติกำลังมองหาฐานผลิตแห่งใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์
หลังจบเวที IMF-World Bank นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังเดินหน้าขายจุดแข็งประเทศไทยต่อเนื่อง ทั้งเรื่องทำเล ระบบโลจิสติกส์ ฐานการผลิตเดิม บุคลากร ห่วงโซ่อุปทาน และความพร้อมด้านพลังงาน พร้อมส่งสัญญาณว่ารัฐบาลต้องการลดกฎที่เป็นคอขวด มากกว่ารอให้นักลงทุนปรับตัวเข้าหาระบบราชการ
ภาพดังกล่าวชัดขึ้นอีกครั้งเมื่อคณะสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน หรือ USABC นำผู้แทน 34 บริษัทเข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2569 หลายบริษัทมีฐานการผลิตอยู่แล้วในไทย ขณะที่หลายรายระบุว่ามีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติม
ธุรกิจที่เข้าร่วมมีความหมาย
ตั้งแต่ยานยนต์ ดิจิทัล AI อิเล็กทรอนิกส์ โลจิสติกส์ พลังงาน เกษตรอาหาร ท่องเที่ยว บริการทางการเงิน ไปจนถึงสุขภาพ สะท้อนว่าความสนใจต่อประเทศไทย รอบนี้ไม่ได้ผูกอยู่กับอุตสาหกรรมเดียว แต่กระจายไปถึงฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต
ในการพบกับนายกรัฐมนตรีผู้แทนจาก Google ระบุว่า การลงทุน Data Center และ Cloud Region ในไทยคาดว่าจะช่วยเพิ่มจีดีพีอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสนับสนุนการจ้างงานประมาณ 40,000 ตำแหน่งในช่วง 5 ปี ขณะที่ Nvidia มองไทยเป็นตลาดแห่งถัดไปในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI
TE Connectivity กำลังสร้างโรงงานใหม่ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานมากกว่า 1,000 ตำแหน่ง และมีรายได้ต่อปีประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเสนอให้รัฐบาลมีจุดประสานงานเดียวสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกแรงงานไทย
ด้านผู้แทนจากค่ายรถ Ford ซึ่งอยู่ในประเทศไทยมา 30 ปี ระบุว่าบริษัทได้ลงทุนสะสมในไทยแล้วกว่า 3.9 พันล้านดอลลาร์ ผลิตและส่งออกรถยนต์มากกว่า 3.3 ล้านคัน จ้างงานโดยตรงกว่า 8,000 คน และเชื่อมโยงงานในห่วงโซ่อุปทานมากกว่า 10,000 ตำแหน่ง
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นอีกด้านของยุทธศาสตร์รัฐบาลที่กำลังปรากฏชัดขึ้น คือไม่ได้เล่นเพียง “เกมรุก” เพื่อแย่งนักลงทุนใหม่ แต่กำลังเล่น “เกมรับ” เพื่อไม่ให้ฐานการลงทุนเดิมที่ใช้เวลาสะสมหลายสิบปีหลุดออกจากประเทศไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์คือกรณีชัดที่สุด
ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากฐานรถเครื่องยนต์สันดาปไปสู่โลกที่มีทั้ง HEV, PHEV, BEV และเทคโนโลยีรูปแบบอื่น การดึงผู้เล่นใหม่เข้ามาจึงต้องทำพร้อมกับรักษาค่ายรถเดิม โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีโรงงาน ซัพพลายเออร์ และแรงงานเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยเป็นจำนวนมาก
ทำให้ล่าสุด รัฐบาลของนายอนุทิน ได้ประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า ให้สิทธิประโยชน์สัมพันธ์กับประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ทั้งการลงทุน การผลิต การใช้ชิ้นส่วนไทย และการจ้างงาน ขณะที่รถนำเข้าทั้งคันที่ไม่สร้างกิจกรรมการผลิตในประเทศต้องเผชิญภาษีสูงกว่าเดิม
ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการนี้กำลังถูกใช้เป็นข้อความถึง “นักลงทุนญี่ปุ่น” โดยตรง
ระหว่างวันที่ 18-20 พ.ย. 2569 นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมนำ BOI หน่วยงานเศรษฐกิจและผู้นำภาคเอกชนไทยไปญี่ปุ่น พบผู้ผลิตรถยนต์ 6 ราย ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มิตซูบิชิ มาสด้า และนิสสัน เพื่อยืนยันว่าไทยยังต้องการให้ญี่ปุ่นอยู่และลงทุนต่อ
ภารกิจรอบนี้ไม่ได้คุยเฉพาะรถยนต์ แต่จะเปิดโต๊ะเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายคือยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นจากฐานโรงงานแบบเดิม ไปสู่ฐานเทคโนโลยีรุ่นใหม่ โดยยังรักษาซัพพลายเชนที่สร้างขึ้นมาตลอดหลายสิบปี
ภาพเหล่านี้ทำให้นึกถึงประเทศไทยในช่วงปลายทศวรรษ 1980 อย่างเลี่ยงไม่ได้
หลังข้อตกลง Plaza Accord ปี 1985 เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากจึงเริ่มย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ ไทยกลายเป็นหนึ่งในผู้รับประโยชน์สำคัญจากคลื่นการลงทุนครั้งนั้น โดยธนาคารโลกระบุว่า FDI ญี่ปุ่นไหลเข้าไทยอย่างมากในช่วงปลายทศวรรษ 1980 หลังค่าเงินเยนแข็งขึ้น
ADB ระบุว่า ระหว่างปี 1980-1988 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า ก่อนที่ภาคการผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์และรถยนต์ จะกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นทศวรรษ 1990
ธนาคารโลกเคยเรียกช่วงการเติบโตดังกล่าวว่า “Thailand’s Macroeconomic Miracle” แต่สิ่งสำคัญคือ ปาฏิหาริย์นั้นไม่ได้เกิดจากโชคอย่างเดียว
ข้อสรุปจากการศึกษาของธนาคารโลกคือ ไทยสามารถคว้าโอกาสจากปัจจัยภายนอกได้ เพราะมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมที่ทำให้นักลงทุนยอมลงเงิน ขณะที่ประเทศอื่นซึ่งเผชิญโอกาสจากโลกแบบเดียวกันไม่ได้รับประโยชน์เท่าไทย
ปี 2569 โลกไม่ได้เหมือนปี 2530 แต่มีสิ่งหนึ่งคล้ายกัน คือเงินทุนกำลังเคลื่อนอีกครั้ง
ครั้งก่อนแรงผลักสำคัญคือค่าเงินเยนและการย้ายฐานของญี่ปุ่น ครั้งนี้แรงผลักมาจากสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันจีน-สหรัฐฯ AI ความมั่นคงทางพลังงาน และความพยายามของบริษัททั่วโลกในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ฝากชีวิตไว้กับประเทศเดียว
ประเทศไทยจึงมีหน้าต่างแห่งโอกาสอีกครั้ง
ในการพบกับ USABC นายอนุทิน ได้ประกาศว่าต่อหน้านักธุรกิจว่า รัฐบาลตั้งเป้าพาไทยเข้าสู่ 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดภายในปี 2030 และก้าวเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 พร้อมใช้ Thailand Fast Pass ลดระยะเวลาอนุมัติการลงทุนที่เข้าเงื่อนไขสูงสุด 50% ควบคู่ Thailand Skillbridge เพื่อสร้างแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่
แต่การแข่งขันรอบนี้หนักกว่ายุค 1980 มาก
เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย และประเทศอื่นต่างมีนโยบายแย่งชิงโรงงาน Data Center ชิป แบตเตอรี่ รถยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน จุดขายเรื่องทำเลหรือค่าแรงเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป
สิ่งที่จะตัดสินว่าไทยจะเปลี่ยนคำขอบีโอไอลงทุน 1.7 ล้านล้านบาท” ให้กลายเป็นรอบการลงทุนครั้งใหญ่จริงหรือไม่ อยู่ที่ความเร็วของระบบราชการ ความพร้อมของไฟฟ้าและน้ำ กฎที่คาดการณ์ได้ การผลิตคนทันกับเทคโนโลยี และความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างนักลงทุนใหม่กับผู้ลงทุนเดิม
การพบ USABC จึงมีความหมายในจุดนี้
รัฐบาลของนายอนุทิน กำลังส่งข้อความว่า ไทยไม่ได้ต้องการเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการการลงทุนที่สร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน และใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปยังโลก นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอของภาคธุรกิจไปติดตามต่อ ไม่ให้การพบกันจบอยู่ที่โต๊ะประชุม
หากทำได้จริง ไทยอาจไม่ได้เพียง “รับคลื่น” เงินทุนโลก แต่สามารถใช้คลื่นนั้นเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อกว่า 3 ทศวรรษก่อน
บทเรียนจากยุคปาฏิหาริย์เศรษฐกิจไทยจึงยังใช้ได้เสมอ แต่โอกาสจากโลกภายนอกจะไม่มีความหมาย หากประเทศไม่พร้อมรับมัน
วันนี้เงินทุนเริ่มเคลื่อน นักลงทุนกำลังเลือกฐานใหม่ และประเทศไทยกลับมาอยู่ในรายชื่อที่ถูกมองอีกครั้ง คำถามสำคัญจากนี้ไม่ใช่ว่า “นักลงทุนสนใจไทยหรือไม่” แต่คือรัฐบาลจะเปลี่ยนความสนใจนั้นให้กลายเป็นโรงงาน งาน เทคโนโลยี รายได้ และการเติบโตรอบใหม่ได้เร็วแค่ไหน
หากคำตอบออกมาเป็นบวก ช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนครั้งนี้ อาจกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ เช่นเดียวกับที่ความปั่นป่วนของโลกเมื่อปลายทศวรรษ 1980 เคยเปิดประตูให้ทุนญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามา และเปลี่ยนประเทศไทยจากฐานเกษตรไปสู่ฐานอุตสาหกรรมของภูมิภาคในเวลาต่อมา
Contact to : xlf550402@gmail.com
Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.