การเติบโตของธุรกิจค้าส่งในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสาขาและราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสะดวกในการสั่งซื้อ การจัดส่ง และบริการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหารที่ต้องจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่องและควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน

นายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการ หรือ B2B ยังคงเป็นฐานสำคัญของแม็คโคร คิดเป็นประมาณ 65-70% ของยอดขาย ขณะที่ช่องทางออนไลน์มีบทบาทเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนไป







นายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)



Makro PRO โตต่อเนื่อง ตั้งเป้าออนไลน์ 40%



นายธนิศร์กล่าวว่า เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ยอดขายออนไลน์ของแม็คโครมีสัดส่วนต่ำกว่า 10% ของยอดขาย ก่อนเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 30% ต้น ๆ ในปี 2568 และขยับขึ้นมาอยู่ระดับกลาง 30% ในปี 2569 บริษัทจึงตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายออนไลน์เป็น 40% ในปี 2570

สำหรับ Makro PRO ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ของแม็คโคร มียอดขายประมาณ 72,000 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนปี 2569 ผู้บริหารคาดว่าจะอยู่ที่ 100,000-110,000 ล้านบาท โดยยังเป็นตัวเลขประมาณการก่อนสิ้นปี

ปัจจัยสำคัญมาจากลูกค้าธุรกิจที่ต้องการความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้าที่ใช้เป็นประจำ จากเดิมที่ต้องเดินทางมาซื้อสินค้าที่สาขา ปัจจุบันสามารถสั่งผ่านออนไลน์และรอรับสินค้าที่ร้านได้ ขณะที่การเข้าสาขายังคงมีความสำคัญสำหรับการเลือกดูสินค้าใหม่และค้นหาแนวทางพัฒนาธุรกิจ

นายธนิศร์เล่าว่า จากการลงพื้นที่พบลูกค้าและร่วมขับรถส่งสินค้าในหลายจังหวัด ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งยังต้องการเข้าสาขาประมาณเดือนละครั้งเพื่อดูว่ามีสินค้าอะไรใหม่ แต่ระหว่างเดือนจะสั่งสินค้าที่ต้องใช้ประจำผ่านออนไลน์มากขึ้น โจทย์ของแม็คโครจึงอยู่ที่การทำให้ช่องทางออนไลน์รองรับการซื้อซ้ำได้สะดวก ขณะเดียวกันต้องรักษาความน่าสนใจของสาขาไว้ เพื่อให้ทั้งสองช่องทางสนับสนุนยอดขายร่วมกัน

HoReCa ตลาดสำคัญที่ต้องการมากกว่าวัตถุดิบ

ลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่มีความต้องการเฉพาะคือ HoReCa ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง โดยเป็นส่วนหนึ่งของฐานลูกค้าผู้ประกอบการที่แม็คโครให้บริการมาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ณ เดือนตุลาคม 2569 ประเทศไทยมีนิติบุคคลในกลุ่ม HoReCa ที่ดำเนินกิจการอยู่ 43,582 ราย แบ่งเป็นธุรกิจโรงแรม 13,685 ราย ร้านอาหาร 29,132 ราย และธุรกิจจัดเลี้ยง 765 ราย

โดยในปี 2568 ธุรกิจกลุ่มนี้สร้างรายได้รวม 793,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 10% จากปีก่อนหน้า สะท้อนขนาดของตลาดที่เกี่ยวข้องกับทั้งธุรกิจอาหาร การท่องเที่ยว และบริการ ตัวเลขดังกล่าวเป็นรายได้ของนิติบุคคลในกลุ่ม HoReCa ไม่ใช่มูลค่าตลาดอาหารทั้งหมดของไทย 

สำหรับร้านอาหาร ความต้องการไม่ได้หยุดอยู่ที่การซื้อวัตถุดิบ แต่รวมถึงการควบคุมคุณภาพสินค้า การจัดส่งให้ตรงเวลา และการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ขยายกิจการเป็น 2-3 สาขา ซึ่งต้องรักษารสชาติและมาตรฐานอาหารให้ใกล้เคียงกันทุกแห่ง

แม็คโครจึงนำเสนอสินค้าพร้อมปรุง (Ready to Cook) และพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) เพื่อช่วยลดขั้นตอนการเตรียมอาหาร รวมถึงการตัดแต่งเนื้อสัตว์และปลาแซลมอนตั้งแต่ต้นทาง โดยธนิศร์ยกตัวอย่างบางเมนูที่เดิมใช้เวลาเตรียมประมาณ 10 ชั่วโมง สามารถลดเหลือ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประเภทอาหารและขั้นตอนที่ต้องทำเพิ่มเติม







แม็คโครเร่ง Makro PRO ลุ้นยอดขาย 1.1 แสนล้าน ดันออนไลน์แตะ 40% ปี 70



สินค้าเหล่านี้ยังช่วยให้ร้านอาหารเพิ่มเมนูเสริมได้โดยไม่ต้องลงทุนเตรียมวัตถุดิบทุกขั้นตอนเอง เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวหรือร้านข้าวมันไก่ที่ต้องการเพิ่มติ่มซำหรือของหวาน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าและเพิ่มยอดขายต่อบิล

อย่างไรก็ตาม ธนิศร์มองว่าความคุ้มค่ายังเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจอาหาร โดยผู้ประกอบการต้องพัฒนาราคาและเมนูให้เหมาะกับกำลังซื้อ แม้มีร้านอาหารบางส่วนปิดกิจการ แต่ยังมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในตลาด ทำให้ความต้องการจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจยังเป็นตลาดที่ต้องติดตามต่อเนื่อง



พัฒนาระบบเอง เพิ่มความคล่องตัวธุรกิจออนไลน์



เบื้องหลังการขยาย Makro PRO คือการพัฒนาระบบเทคโนโลยีภายในองค์กร หลังแม็คโครเคยใช้ซอฟต์แวร์จากต่างประเทศและพบข้อจำกัดเมื่อปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้น จึงตัดสินใจพัฒนาระบบเองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถปรับการทำงานตามความต้องการของธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น

ธนิศร์มองว่าองค์กรไทยควรเพิ่มความสำคัญกับบุคลากรด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ รวมถึงการนำ AI มาใช้ช่วยพัฒนาระบบและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เนื่องจากธุรกิจที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมากจำเป็นต้องปรับปรุงระบบให้รองรับการใช้งานได้ต่อเนื่อง

สำหรับ Makro PRO เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ First-party (1P) ซึ่งบริษัทถือครองสินค้าและจำหน่ายเอง แตกต่างจาก Marketplace ที่เปิดให้ผู้ขายหลายรายนำสินค้ามาจำหน่าย โดยมูลค่าธุรกรรมรวม หรือ GMV ของ Marketplace ไม่ใช่รายได้ที่แพลตฟอร์มรับรู้ทั้งหมด ขณะที่แพลตฟอร์มขายสินค้าเองจะมียอดขายสินค้าใกล้เคียงกับ GMV มากกว่า

โดยระบุว่า Makro PRO ได้รับการจัดอันดับจาก Euromonitor ให้เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ 1P อันดับ 1 ในอาเซียน และต้องการขยายความสามารถในการแข่งขันต่อไป ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบตามประเภทแพลตฟอร์ม ไม่ใช่อันดับรวมของอีคอมเมิร์ซทุกประเภทในภูมิภาค



ต่อ Smart POS จากร้านโชห่วยสู่ร้านอาหาร



นอกจากการเพิ่มยอดขายผ่านออนไลน์ แม็คโครยังพัฒนา Smart POS ระบบขายหน้าร้านที่ช่วยจัดการสินค้าและสต็อกของลูกค้า โดยเชื่อมต่อกับ Makro PRO เพื่อให้การสั่งซื้อและรับสินค้าเป็นระบบมากขึ้นปัจจุบันมีร้านค้าใช้งานแล้วมากกว่า 1,000 ราย ระบบช่วยลดขั้นตอนการรับสินค้าและสแกนบาร์โค้ดทีละรายการ เมื่อสินค้ามาถึงร้าน ผู้ประกอบการสามารถยืนยันการรับสินค้าเพื่ออัปเดตสต็อกได้สะดวกขึ้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการสนับสนุนร้านโชห่วยสู่ Smart โชห่วย

ขั้นต่อไปบริษัทต้องการขยายแนวทางดังกล่าวไปยังร้านอาหาร ซึ่งมีความต้องการแตกต่างจากร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งการจัดทำเมนูดิจิทัล การแนะนำเมนูใหม่ และการช่วยบริหารวัตถุดิบให้เหมาะกับการใช้งานแนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ซึ่งมีแผนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในธุรกิจบริการอาหาร ครอบคลุมตั้งแต่ระบบจัดการธุรกิจ การใช้ AI ไปจนถึงระบบครัวอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนการทำงานของผู้ประกอบการ citeturn893246search2

สำหรับแม็คโคร การขยาย Smart POS จึงเป็นอีกช่องทางในการต่อยอดบริการให้ลูกค้าธุรกิจ ตั้งแต่การสั่งซื้อสินค้าไปจนถึงการบริหารสต็อก โดยเฉพาะร้านอาหารที่ต้องจัดการวัตถุดิบหลายประเภทและควบคุมต้นทุนอย่างใกล้ชิด



ปี 2570 วัดผลเป้าออนไลน์และบริการลูกค้า



ทิศทางของแม็คโครในปี 2570 จึงอยู่ที่การเพิ่มสัดส่วนยอดขายออนไลน์เป็น 40% ควบคู่กับการพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจแต่ละประเภท โดยมีทั้งการพัฒนาระบบสั่งซื้อ การขยาย Smart POS และการเพิ่มสินค้าที่ช่วยลดขั้นตอนการทำงานของร้านอาหาร

ความท้าทายคือการทำให้ช่องทางออนไลน์เติบโตได้ตามเป้าหมาย ท่ามกลางการแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจที่กระทบกำลังซื้อ ขณะเดียวกันต้องรักษาคุณภาพการให้บริการและความสามารถในการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าธุรกิจที่ต้องซื้อวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง

หาก Makro PRO เพิ่มสัดส่วนยอดขายได้ตามเป้า และ Smart POS สามารถขยายการใช้งานจากร้านโชห่วยไปยังร้านอาหารได้มากขึ้น ก็จะเป็นอีกก้าวของการต่อยอดธุรกิจค้าส่งจากการจำหน่ายสินค้า ไปสู่การให้บริการที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานของลูกค้าในแต่ละวัน

Contact to : xlf550402@gmail.com


Privacy Agreement

Copyright © boyuanhulian 2020 - 2023. All Right Reserved.